KKP Advice Center
KKP Advice Center
EN

“หลายครั้งเราได้ยินคำศัพท์ทางการเงินที่ว่า ROA และ ROE แต่หลายคนก็ยังไม่เข้าใจว่า คำศัพท์ 2 คำนี้ หมายถึงอะไร ต้องมีค่าสูงหรือค่าต่ำถึงดี และเราจะเอาไปใช้วิเคราะห์งบการเงินของบริษัทในมุมใดได้บ้าง วันนี้เรามาทำความรู้จักคำศัพท์ 2 คำนี้กันค่ะ”

ในทางการเงินนั้น ROA และ ROE ถือเป็นอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ ใช้วิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทต่างๆ โดย อัตราส่วนผลตอบแทนต่อทรัพย์สิน (Return on Asset : ROA) และอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) โดย ROA สะท้อนให้เห็นถึงผลกำไรที่ได้รับเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่ใช้ไป ขณะที่ ROE สะท้อนให้เห็นถึงผลกำไรที่ได้รับเมื่อเทียบกับส่วนของทุนที่บริษัทใช้ไป โดยทั่วไปแล้วค่าของ ROE มักจะมากกว่า ROA เนื่องจาก Asset มักมีค่ามากกว่า Equity  (แต่ในบางกรณี ROE ก็อาจมีค่าน้อยกว่า ROA ได้เช่นกัน)

ตัวอย่างการคำนวณ

พุฒิพงศ์ มีความฝันว่าจะเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ที่ตึกออฟฟิศสำนักงานแห่งหนึ่ง เขามีเงินลงทุนอยู่ 20,000 บาท (ทุน) โดยการเปิดร้านกาแฟนั้นต้องใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 50,000 บาท (ทรัพย์สิน) ฉะนั้น พุฒิพงศ์จึงได้ทำการกู้เงินจากธนาคารอีก 30,000 บาท (หนี้สิน) เพื่อมาเปิดร้านกาแฟ โดยการเปิดร้านขายกาแฟวันแรก เขาขายได้ 100 แก้ว ในราคาแก้วละ 50 บาท โดยกาแฟมีต้นทุนต่อแก้วอยู่ที่ 25 บาท

คำนวณหากำไรสุทธิที่พุฒิพงศ์จะได้รับอยู่ที่ 100 x (50 – 25) = 2,500 บาท ดังนั้น ROA และ ROE ร้านกาแฟของพุฒิพงศ์จะมีรายละเอียดดังภาพ

 

 

นั่นคือ พุฒิพงศ์สามารถนำทรัพย์สินไปสร้างผลตอบแทนได้อยู่ที่ 5% และสามารถนำเงินของตัวเองไปสร้างผลตอบแทนได้อยู่ที่ 12.5% คำถามต่อมาคือ เวลาเราพิจารณาค่า ROA และ ROE ค่ายิ่งสูงนี่แปลว่าดีใช่หรือไม่? คำตอบ คือ ใช่ เพราะเมื่อเรามีการลงทุน เรามักต้องคาดหวังให้ทรัพย์สินหรือเงินที่เราลงทุนไป สร้างผลตอบแทนที่สูงกลับคืนมา ดังนั้น หากเราจะเลือกลงทุนในหุ้นหรือบริษัท เราควรเลือกลงทุนในบริษัทที่มี ROA และ ROE สูงๆ เพราะย่อมแสดงว่า บริษัทนั้นมีประสิทธิภาพในการสร้างกำไรจากทรัพย์สินหรือส่วนของทุนได้ดี แต่มีข้อควรพิจารณาเพิ่มเติม คือ หากบริษัทมีค่า ROE ที่สูง นั่นหมายถึงบริษัทก็มีสัดส่วนหนี้สินที่ค่อนข้างสูงด้วยเช่นกัน ดังนั้น หากเราจะเลือกลงทุน ควรศึกษาเรื่องความเสี่ยงประกอบการตัดสินใจลงทุนด้วยทุกครั้ง

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

×

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ