KKP Advice Center
KKP Advice Center
EN

"บทความที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักความหมายและผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมกันไปแล้ว วันนี้เราจะแนะนำให้คุณรู้จักกับประเภทของกองทุนรวม ว่ามีกี่ประเภท มีนโยบายการลงทุนอย่างไรบ้าง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาตัดสินใจลงทุน และสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมได้ตรงกับวัตถุประสงค์ทางการเงินที่คุณได้วางแผนไว้"

การแบ่งประเภทของกองทุนรวม แบ่งได้หลายประเภท อาทิเช่น ตามลักษณะการจัดจำหน่ายและการไถ่ถอนคืนหน่วยลงทุน ตามการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่วันนี้เราจะพูดถึงการแบ่งประเภทกองทุนรวมตามนโยบายการลงทุน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

 

กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในเงินฝาก ตั๋วเงินคลัง บัตรเงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล โดยเป็นการลงทุนในตราสารที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับต่ำ เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยง หรือต้องการลงทุนในระยะสั้นเพื่อใช้เป็นที่พักเงิน

 

 

กองทุนรวมตราสารหนี้ (Fixed Income Fund) คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ ที่ออกโดยภาครัฐและเอกชน เช่น พันธบัตรรัฐบาล/ พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (อายุเกิน 1 ปีขึ้นไป), หุ้นกู้บริษัทเอกชน (Investment Grade) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการรับผลตอบแทนเป็นรายได้ประจำในรูปของดอกเบี้ย

 

กองทุนรวมผสม (Balanced Fund) คือ กองทุนรวมที่มีการลงทุนแบบกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ทั้งเงินฝาก ตราสารหนี้ ตราสารทุน หรือตราสารอื่นๆ จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางค่อนข้างสูง เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการจัดพอร์ตการลงทุนผสมในสินทรัพย์หลายประเภทเพื่อกระจายความเสี่ยง หรือเพื่อเพิ่มผลตอบแทนในระยะสั้น

 

กองทุนรวมตราสารทุน (Equity Fund) คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนประเภทต่างๆ เช่น หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) หน่วยลงทุนของกองทุนรวม โดยมีสัดส่วนการลงทุนไม่น้อยกว่า 65% จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง ให้ผลตอบแทนสูง เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินทรัพย์ได้

 

กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม (Sector Fund) คือ กองทุนรวมที่มุ่งลงทุนโดยเฉพาะเจาะจงในหมวดอุตสาหกรรมเพียงบางหมวด เช่น กลุ่มธนาคาร กลุ่มสื่อสาร โดยมีสัดส่วนการลงทุนไม่น้อยกว่า 65% จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง เพราะเป็นการลงทุนแบบกระจุกตัวในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีในภาวะตลาดที่หุ้นกลุ่มดังกล่าวมีผลประกอบการดี เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและมีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมบางกลุ่มจะเติบโตได้ดี

 

กองทุนรวมทรัพย์สินทางเลือก (Alternative Investment Fund) คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ (นอกเหนือจากสินทรัพย์พื้นฐาน) เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ น้ำมัน สินค้าเกษตร ตราสารอนุพันธ์ จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินทรัพย์ รวมทั้งอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือการลงทุนในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนรวม เนื่องจากสินทรัพย์ทางเลือก เป็นสินทรัพย์ที่มีการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนไม่ค่อยจะสัมพันธ์กับสินทรัพย์พื้นฐาน เช่น หุ้น หรือ ตราสารหนี้

 

เมื่อเรารู้จักประเภทของกองทุนรวมซึ่งมีการแบ่งตามนโยบายการลงทุนกันไปแล้ว คุณก็สามารถใช้ข้อมูลข้างต้นประกอบการตัดสินใจ เลือกลงทุนในกองทุนรวมได้ตรงกับวัตถุประสงค์ทางการเงินของคุณได้แล้วค่ะ ครั้งหน้าเราจะมีบทความดีๆ เกี่ยวกับการเงินการลงทุนเรื่องอะไรมานำเสนอ ต้องรอติดตามกันนะคะ

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

×

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ