KKP Advice Center
KKP Advice Center
EN

ในความรู้สึกของผู้ลงทุนส่วนใหญ่ ชื่อ Hedge Fund มักจะนำไปสู่ความ ‘งง’ หรือความเข้าใจไม่แน่ชัดเกี่ยวกับกลไกการดำเนินงานของกองทุน หรืออีกทีหนึ่งก็ข้อสรุปที่ถือตามๆกันมาบางอย่าง เช่นว่า Hedge Fund เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง ตามที่เคยเห็นว่ามีข่าวกองทุนประเภทนี้ล้มละลาย

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตามชื่อก็จะเห็นว่า Hedge คือ การป้องกันความเสี่ยง Fund คือ กองทุน เมื่อรวมกัน Hedge Fund จึงมีความหมายว่ากองทุนที่มุ่งเน้นการป้องกันความเสี่ยงควบคู่ไปกับการลงทุนเลยด้วย จนอาจกล่าวได้ว่า โดยทั่วไป การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนใน Hedge Fund หลายประเภท ในทางตรงกันข้าม หากนักลงทุนเชื่อในหลักการของ Asset Allocation หรือการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ประเภท Hedge Fund ถือเป็นสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่ง ที่มูลค่าไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับสินทรัพย์อื่น ทำให้เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับใช้ผสมผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตเพื่อบริหารความเสี่ยงไม่ให้กระจุกอยู่กับสินทรัพย์ประเภทใดประเภทเดียว หรือสินทรัพย์ที่มักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน

 

การทำความรู้จักและเข้าใจ Hedge Fund ให้ดี จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยงให้กับการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

 

แนวคิดของ Hedge Fund
Hedge Fund ได้รับการก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1949 โดย Alfred Winslow Jones ซึ่งใช้เทคนิคบริหารความเสี่ยงจากการถือครองสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มจะราคาตกด้วยการ Short หรือการยืมสินทรัพย์จากผู้ลงทุนรายอื่นมาขายก่อน จากนั้นค่อยมาซื้อคืนภายหลัง ซึ่งหากสินทรัพย์นั้นราคาตกตามคาด Hedge Fund ก็จะได้กำไรจากส่วนต่างราคา (ได้ยืมสินทรัพย์มาขายในราคาแพงไปแล้ว แต่ยามซื้อมาจริงๆ กลับได้ซื้อตอนสินทรัพย์มีราคาถูก) ยิ่งกว่านั้น Alfred Jones ยังได้ใช้เทคนิค Long และแนวคิดการกู้ (Leverage) มาใช้ร่วมกับเทคนิค Short ด้วย ซึ่งทำให้ Hedge Fund มีโอกาสดีขึ้นอย่างมากในการได้ผลกำไรสูงเมื่อเทียบกับปริมาณความเสี่ยงที่ได้รับ ดังมีกลไกอธิบายได้ดังนี้


ผสมผสานเทคนิค Long/Short

การ Long คือ การซื้อสินทรัพย์บางอย่างเอาไว้ ทำให้เมื่อสินทรัพย์มีราคาสูงขึ้น ผู้ซื้อจะได้กำไรจากส่วนต่างราคา ในทางตรงกันข้าม หากสินทรัพย์มีราคาต่ำลง ผู้ซื้อจะขาดทุน เช่นซื้อหุ้นบริษัท A ที่ราคา 100 บาท หากบริษัท A ต้องปิดกิจการ ผู้ซื้อก็ขาดทุนเป็นเงินจำนวน 100 บาท แต่หากหุ้นราคาขึ้นไป 110 ผู้ซื้อก็ได้กำไรจากการซื้อหุ้นราคา 110 ในราคาเพียง 100 บาท

 

การ Short คือ การยืมสินทรัพย์มาขายก่อน แล้วค่อยไปซื้อสินทรัพย์มาคืนในภายหลัง ทำให้เมื่อสินทรัพย์มีราคาต่ำลง ผู้ขายจะได้กำไรจากส่วนต่างราคา (ขายของราคาแพง ทั้งที่ไปซื้อของมาในราคาถูก) ในทางตรงกันข้าม หากสินทรัพย์มีราคาสูงขึ้น ผู้ซื้อจะขาดทุน โดยยิ่งสินทรัพย์มีราคาสูงขึ้นเท่าใด ผู้ซื้อก็จะขาดทุนเท่านั้น เช่น หุ้นราคาตลาด 100 บาทยืมมาขายในราคาตลาด 100 บาท แต่หุ้นกลับราคาขึ้นไปอยู่ที่ 300 บาท ผู้ขายขาดทุน 200 บาท

 

จะเห็นได้ว่าการลงทุนทั้ง Long หรือ Short อย่างเดียว ล้วนมีความเสี่ยง แต่ Hedge Fund จะผสมผสานเทคนิคการลงทุนทั้ง 2 แบบ คือทั้งซื้อ Long และขาย Short ทำให้เมื่อราคาสินทรัพย์ อาทิ หุ้น มีการเปลี่ยนแปลง กองทุนจะถูกกระทบมิใช่จากราคาหุ้นโดยตรง แต่จะถูกกระทบก็ต่อเมื่อผลบวกระหว่างผลกำไรขาดทุนของกลวิธี Long และ Short ของ Hedge Fund รวมกันแล้วออกมาติดลบเท่านั้น ซึ่งโดยทั่วถือว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากโดยทั่วไป Hedge Fund มักแยกใช้เทคนิค Long และ Short กับสินทรัพย์ที่โดยธรรมชาติมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น หากการเคลื่อนไหวในราคาของสินทรัพย์หนึ่งๆ ทำให้การ Short สินทรัพย์นั้นขาดทุน สินทรัพย์อีกชนิดหนึ่งที่ได้ทำการ Long ไว้ก็มักจะเคลื่อนไหวไปในทางที่ทำให้ Hedge Fund ได้กำไรไปด้วย โดยเหตุนี้หาก Hedge Fund จะมีผลขาดทุน ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นก็จะเป็นเพียงผลขาดทุนหลังบรรเทาด้วยส่วนของกำไรไปแล้ว ซึ่งย่อมเบาบางกว่าผลขาดทุนอันเกิดจากราคาหุ้นที่ตกลงโดยตรงเหมือนกองทุนรวมชนิดอื่นๆ

 

ยกตัวอย่างสถานการณ์สุดขั้วที่สินทรัพย์บางอย่างราคาตกทั้งตลาด Hedge Fund อาจจะขาดทุนในฝั่งที่ได้ Long ไว้ แต่ก็จะกลับได้กำไรในฝั่งที่ได้ Short หรือในทางตรงกันข้าม หากสินทรัพย์บางอย่างราคาขึ้นทั้งตลาด ซึ่งทำให้ Hedge Fund ขาดทุนในฝั่ง Short Hedge Fund ก็จะกลับไปได้กำไรในฝั่ง Long เป็นการทดแทน การผสมผสานเทคนิค Long และ Short จึงช่วยให้ผลตอบแทนของ Hedge Fund ไม่ผันผวนชวนตกใจเหมือนหุ้น เนื่องจากมีระบบกลไกที่บริหารความเสี่ยงในตัวได้อย่างประสิทธิภาพดังนี้เอง

 


เสริม Leverage เพื่อเพิ่มผลตอบแทน

นอกจากนั้น Hedge Fund ยังมีความสามารถในการไปกู้เงินมาใช้ในกระบวนการ Longหรือ Short ด้วย เช่น จากตัวอย่างเดิม หาก Hedge Fund ที่มีเงิน 100 บาท ไปกู้เงินมาอีก 300 บาท รวมเป็น 400 บาท เพื่อไปซื้อหุ้นมาขาย (Long) เพิ่มเติม เมื่อราคาหุ้นขึ้น 10% แทนที่ Hedge Fund จะได้กำไรเพียง 10 บาทตามเงินลงทุนดั้งเดิมที่กองทุนมี ก็กลับจะได้ขึ้นไปสูงถึง 40 บาทด้วยกำไรจากส่วนของจากเงินกู้

 

อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้าม หากราคาหุ้นไม่ขึ้นอย่างที่หวังหรือกลับตกลง 10% แทนที่ Hedge Fund จะขาดทุนเพียง 10 บาท ก็อาจขาดทุนเพิ่มเติมในส่วนของเงินกู้อีกจนรวมเป็นขาดทุน 40 บาท ซึ่งเรียกว่าเป็น 40% ของเงินลงทุนที่มีเลยทีเดียว ดังนั้น กระบวนการ Leverage จึงถือเป็นกลไกที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยขึ้น โดยแลกกับความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้มากกว่าเดิมเช่นกัน

 

โดยนัยนี้ เนื่องจาก Hedge Fund จะใช้กลไก Leverage ควบคู่ไปกับการผสมผสาน Long/Short ซึ่งสามารถบริหารความเสี่ยงและลดความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพดังกล่าวแล้ว Hedge Fund โดยทั่วไปจึงอยู่ในฐานะที่ทำกำไรได้เยอะจากการ Leverage โดยมีความเสี่ยงที่ไม่มากเกินไป หรือที่เรียกเป็นภาษาเทคนิคว่ามีผลกำไรต่อความเสี่ยงที่ดี หรือมี Risk-adjusted Return ที่ดีนั่นเอง

 

แตกต่างจากกองทุนทั่วไป
Hedge fund คือกองทุนที่มุ่งแสวงหาผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่ดี โดยมีความแตกต่างจากกองทุนรวม (Mutual Fund) ทั่วไปของไทย คือ

 

Hedge Fund สามารถใช้เทคนิค Longหรือ Short ก็ได้ แต่กองทุนรวมส่วนใหญ่ทำได้เพียงการ Longแต่มีกฎห้ามทำการ Short ซึ่งทำให้กองทุนรวมขาดความยืดหยุ่นที่จะบริหารความเสี่ยงได้อย่าง Hedge Fund

 

Hedge Fund กู้เงินมาลงทุน(Leverage) เพื่อเพิ่มผลตอบแทนได้ แต่กองทุนรวมไม่สามารถทำได้ เพราะในไทยมีกฎระเบียบห้ามกองทุนกู้เงิน

 

Hedge Fund เป็นกองทุนที่มีความยืดหยุ่นในการลงทุนสูง สามารถลงทุนในหลักทรัพย์ หรือสินทรัพย์ประเภทใดก็ได้ แต่กองทุนรวมซื้อหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ได้ไม่กี่ประเภท เช่น หุ้น พันธบัตร ทองคำ

 

Hedge Fund สามารถใช้เครื่องมือทางการเงินได้อย่างไม่มีข้อจำกัด เช่น การใช้ตราสารอนุพันธ์ แต่กองทุนรวมทั่วไปมีข้อจำกัด เพราะมีกฎระเบียบควบคุมอย่างเข้มงวด เช่นมีข้อห้ามใช้ตราสารอนุพันธ์เกินสัดส่วนที่กำหนดของมูลค่ากองทุน
กล่าวโดยสรุป Hedge Fund เป็นกองทุนที่สามารถลงทุนโดยไม่มีข้อจำกัดทั้งในด้านสินทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน ดังนั้น ทางเลือกในการลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนจึงกว้างมากกว่ากองทุนรวมทั่วไป แต่พร้อมกันนั้น ความเสี่ยงก็อาจมีได้มากด้วย

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ลงทุนที่ได้ศึกษาข้อมูลเพียงพอแล้ว Hedge Fund ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการกระจายความเสี่ยงให้กับการลงทุน เนื่องจากโดยทั่วไป ผลตอบแทนของกองทุนมักไม่มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับสินทรัพย์ชนิดอื่น มากเท่ากับส่วนต่างผลได้อันเกิดจากเทคนิค Long และ Short ของกองทุนเอง (กลไกสร้างผลตอบแทนในรายละเอียดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามเทคนิคของแต่ละ Hedge Fund) ทำให้ในยามที่เกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งตลาด ผลตอบแทนจาก Hedge Fund จะเป็นองค์ประกอบที่ช่วยบรรเทาความผันผวนที่จะเกิดขึ้นกับพอร์ตการลงทุนได้อย่างตอบโจทย์นักลงทุน

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

×

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ