KKP Advice Center
KKP Advice Center
EN

ครั้งที่แล้วผมสรุปว่าการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวนั้นไม่ได้มี 4 เครื่องยนต์ ดังที่มักจะพูดกันเวลาต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวลงในระยะสั้น กล่าวคือในระยะยาวนั้นการพัฒนาเศรษฐกิจและการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนนั้นจะต้องอาศัย "การลงทุน" เป็นหลักเพียงปัจจัยเดียว

เพราะการลงทุน คือ

1) การยอมเสียสละไม่บริโภคในวันนี้ เพื่อนำเอาทรัพยากรไปเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อจะได้มีปริมาณสินค้าและบริการเพิ่มมากขึ้นในภายภาคหน้า

 

2) การลงทุนนั้นอาจเป็นการลงทุนเพื่อนำเอาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาใช้ก็ได้ ทรัพยากรธรรมชาตินั้นหากปล่อยเอาไว้เฉยๆ ก็จะไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด (แต่การมุ่งใช้ทรัพยากรมากเกินจนทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกทำให้โลกร้อน ก็เป็นผลเสียทางเศรษฐกิจเช่นกัน)

 

3) แต่ส่วนของการลงทุนที่สำคัญที่สุดมักจะเป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นจากวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ทำให้อุปกรณ์ เครื่องจักรหรือโรงงานรุ่นใหม่ที่ทันสมัยผลิตสินค้าได้ดีกว่า และมากกว่าของที่มีอยู่เดิม กล่าวคือเทคโนโลยีใหม่แทรกตัวอยู่ในการลงทุนใหม่ ดังนั้นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในอดีต 300-400 ปีผ่านมาที่ทำให้เศรษฐกิจโลกเจริญเติบโตได้อย่างมาก และประชากรโลกอยู่ดีกินดีเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าตัวก็เพราะการพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ผสมผสานไปกับระบบทุนนิยมที่นำเอาวิวัฒนาการใหม่ๆ มาผลิตเป็นสินค้าและบริการใหม่ๆ เช่น โทรทัศน์ iPhone Airbnb และ Uber เป็นต้น

 

4) การลงทุนนั้นมีความเสี่ยงสูง จึงต้องอาศัยความกล้าเสี่ยงของนักลงทุนที่คาดหวังจะได้กำไร ดังนั้นระบบคุ้มครองทรัพย์สิน (รวมทั้งทรัพย์สินทางปัญญา) ระบบการเงิน และระบบตลาดทุนที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนระบบตลาดเสรี จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจ การ "หวังดี" ให้รัฐเข้ามาควบคุมระบบทุนนิยมให้มี "ความเป็นธรรม" มากจนเกินไป เช่น แนวคิดของระบบสังคมนิยมนั้นจะทำให้การลงทุนชะงักงัน เพราะได้ไม่คุ้มเสี่ยง และรัฐบาลซึ่งหวังดีก็จะเพิ่มบทบาทเข้ามาลงทุนและดำเนินกิจการเสียเอง โดยใช้ระบบราชการที่เชื่องช้าและไม่กล้าเสี่ยง ซึ่งเห็นมาแล้วจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตว่าระบบเศรษฐกิจที่ควบคุมโดยรัฐบาล พัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมสู้ระบบทุนนิยม ไม่ได้

 

ในประเทศไทยนั้นการลงทุน (Gross Capital Formation) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจาก 3.265 ล้านล้านบาทในปี 2557 มาเป็น 3.727 ล้านล้านบาทในปี 2561 (ตัวเลขจากไอเอ็มเอฟ) แต่คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีที่ไม่ได้เพิ่มมากนัก กล่าวคือจาก 24.68% ของจีดีพีในปี 2557 มาเป็น 25.40% ของจีดีพีในปี 2561 ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่สูงมากนัก เพราะจะมีส่วนใหญ่ของ 25% ดังกล่าวที่จะต้องลงทุนเพื่อแทนที่เครื่องจักรและโรงงานที่ชำรุดหรือล้าสมัย ในเชิงเปรียบเทียบนั้นการลงทุนของจีนน่าจะเกือบ 50% ของจีดีพี แต่ก็ต้องย้ำว่าการลงทุนนั้นจะต้องเป็นการลงทุนที่เป็นประโยชน์ คือให้ผลตอบแทนสูงคุ้มค่า มิฉะนั้นแล้วก็จะเป็นภาระทางเศรษฐกิจในอนาคต เพราะอาจจะผลิตสินค้าที่ไม่มีใครต้องการ เป็นต้น

 

สาขาเศรษฐกิจสุดท้ายคือภาครัฐที่มีสัดส่วนประมาณ 20% ของจีดีพี ซึ่งมีอำนาจพิเศษคือ การเก็บภาษี (ซึ่งเป็นการยึดทรัพย์ส่วนหนึ่งของประชาชน) มาใช้จ่ายและลงทุน รัฐบาลจะขาดทุนงบประมาณเกือบตลอดเวลากล่าวคือจะใช้จ่ายเกินตัว และคาดหวังว่าจะสามารถเก็บภาษีมากขึ้นจากประชาชนได้ในอนาคต ดังนั้นการลงทุนของภาครัฐประมาณ 3 แสนล้าน ถึง 4 แสนล้านบาทต่อปี (เมื่อเทียบกับรายจ่ายทั้งหมดประมาณ 3 ล้านล้านบาทต่อปี) จะต้องให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่า มิฉะนั้นก็จะยิ่งเป็นการสร้างหนี้และภาระทางเศรษฐกิจให้ประชาชนเพิ่มขึ้นอีก

 

นอกจากนั้นการออกมาตรการเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเพิ่มการใช้จ่ายในปัจจุบัน โดยการสร้างหนี้สินเพิ่มขึ้นนั้นก็จะยิ่งลดทอนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคตที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว ประมาณการคือปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ที่อยู่ในวัยแรงงาน (อายุ 20-60 ปี) ประมาณ 40.5 ล้านคน และมีคนสูงอายุ (อายุ 60 ปีและมากกว่า) 12 ล้านคน แต่ในปี 2583 จะมีผู้ที่อยู่ในวัยทำงานเหลือเพียง 32.5 ล้านคน แต่ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 21 ล้านคน ดังนั้นรัฐบาลจึงน่าจะมีภาระเพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคต

 

ประเด็นสุดท้ายคือรัฐบาลไทยมีอำนาจอย่างมากในอีกด้านหนึ่ง คือการควบคุมรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ตัวอย่างเช่น รัฐวิสาหกิจนั้นในปี 2547 มีมูลค่าสินทรัพย์เท่ากับ 4.3 ล้านล้านบาท แต่ในปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 14.9 ล้านล้านบาท ดังนั้นการควบคุมการใช้สินทรัพย์ดังกล่าวให้คุ้มค่าในการสร้างรายได้ และการสร้างความเจริญให้กับเศรษฐกิจ จึงน่าจะมีส่วนสำคัญยิ่งในการกำหนดว่าจีดีพีของไทยจะขยายตัวช้าหรือเร็วในปัจจุบัน และในอนาคตครับ

บทความโดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ จากนสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 มิถุนายน 2562

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

×

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ