KKP Advice Center
KKP Advice Center
EN

เรากำลังอยู่ในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำและอาจจะต่ำต่อเนื่องไปอีกพักใหญ่ ถ้าปล่อยให้เงินลงทุนของเราอยู่ในเงินฝากออมทรัพย์หรือกองทุนตลาดเงินทั้งหมดก็จะได้ผลตอบแทนที่ต่ำเกินไป ครั้งนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ การลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งเป็น Income Investment อีกประเภทหนึ่งที่สามารถช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กับพอร์ตการลงทุนได้

ตราสารหนี้ เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรระยะยาวของธนาคารแห่งประเทศไทย และหุ้นกู้ของธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเอกชน โดยปกติมีอายุตราสารเกิน 1 ปี และให้ดอกเบี้ยสูงกว่าตราสารตลาดเงิน เช่น พันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 ปี และ 5 ปี โดยเฉลี่ยในอดีตให้ดอกเบี้ยสูงกว่าตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือนอยู่ 0.7% และ 1.1%
ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตามอายุตราสารสามารถเทียบเคียงได้กับการที่ธนาคารกำหนดดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่สูงขึ้นตามระยะเวลาในการฝากเงิน ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเป็นการชดเชยการที่ต้องสูญเสียสภาพคล่องในระยะเวลาที่นานขึ้น และชดเชยความเสี่ยงการเสียโอกาสที่จะฝากเงินในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้นในช่วงระยะเวลาที่เราฝากเงิน ในส่วนของตราสารหนี้แม้ว่าผู้ลงทุนสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือกับนักลงทุนรายอื่นได้ก่อนครบกำหนดอายุ แต่ถ้าดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น ผู้ที่รับซื้อก็จะกดราคาตราสารลงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดในขณะนั้น อย่างไรก็ตามการลดลงของราคาระหว่างทางนั้นในที่สุดจะสามารถฟื้นตัวคืนมาได้ทั้งหมดถ้าสามารถถือต่อไปจนครบอายุ เนื่องจากตราสารหนี้ส่วนใหญ่มีสัญญาคืนเงินต้นเมื่อครบอายุ นั่นหมายความว่าเงินที่ลงทุนได้ยาวก็มีความเหมาะสมที่จะลงทุนในตราสารหนี้ที่อายุยาวขึ้นเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นได้


การขยับไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ผู้ออกมีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำลง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มผลตอบแทน เช่น ถ้าเราขยับจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลช่วงอายุ 3-5 ปี ซึ่งปัจจุบันให้ผลตอบแทนประมาณ 1.9% - 2.4% ไปลงทุนหุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีอันดับน่าเชื่อถือ AAA เช่น หุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัท ปตท. ซึ่ง AAA ถือว่ามีอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดในบรรดาหุ้นกู้เอกชน ผลตอบแทนก็จะเพิ่มขึ้นมาที่ 2.5% - 3.0% ถ้าเราขยับลงไปที่ BBB ผลตอบแทนก็จะอยู่ที่ 3.9% - 4.4% ที่อันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ BB+ ลงมา จะเริ่มเป็นตราสารหนี้ที่เป็น non-investment grade ซึ่งถือว่าโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็จะให้ผลตอบแทนที่มากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตามความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนควรจะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะเมื่อเกิดขึ้นก็จะสร้างความเสียหายต่อเงินลงทุนได้ค่อนข้างมาก และไม่สามารถฟื้นตัวได้เหมือนกับการขาดทุนที่เกิดจากความผันผวนของภาวะดอกเบี้ยในตลาด

สำหรับนักลงทุนบุคคลทั่วไปการลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้เป็นวิธีการหนึ่งที่สะดวกและช่วยกระจายความเสี่ยง ไม่ให้กระจุกตัวในผู้ออกตราสารหนี้รายใดรายหนึ่งมากเกินไป นอกจากนั้นกองทุนรวมยังได้รับการยกเว้นภาษีกำไรจากการลงทุนในตราสารหนี้ ในขณะที่นักลงทุนบุคคลต้องเสียภาษี 15% เมื่อลงทุนโดยตรง กองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีลักษณะเป็นกองเปิดส่วนใหญ่สามารถไถ่ถอนได้ทุกวันและได้รับเงินใน 2 วันทำการ (T+2) ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่มีสภาพคล่องที่ค่อนข้างดี นอกจากการลงทุนด้วยการซื้อแล้วถือจนครบกำหนด ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ยังอาจจะเพิ่มผลตอบแทนและควบคุมความเสี่ยงโดยใช้เทคนิคหรือกลยุทธ์การลงทุนอื่นๆ ซึ่งอาจจะเป็นการยากสำหรับนักลงทุนทั่วไปที่จะทำด้วยตนเองเมื่อลงทุนโดยตรง

บทความโดย
คุณทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ
ผู้อำนวยการอาวุโส ทีมวิจัยลูกค้าบุคคล บล.ภัทร จำกัด (มหาชน)

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

×

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ