KKP Advice Center
KKP Advice Center
EN

ในบทความนี้ ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมขอนำเสนอทิศทางและแนวโน้มการบริโภคของไทย เพื่อผู้อ่านจะได้ทราบถึงทิศทางการบริโภคของไทยในภาพรวมในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงแนวโน้มในอนาคต อันจะเป็นการฉายภาพใหญ่ของตลาดการบริโภคในไทยในรูปแบบองค์รวม รวมถึงชี้ให้ผู้อ่านได้ทราบถึงช่องทางในการประกอบธุรกิจในอนาคตด้วย

บทความนี้จะขอแบ่งออกเป็น 4 ช่วงหลัก ช่วงแรก ได้แก่ ทิศทางการบริโภคของไทยในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันช่วงที่สอง ได้แก่ ปัจจัยที่มีผลต่อการบริโภคของไทยในอดีตจนถึงอนาคต ช่วงที่สาม ได้แก่ การมองภาพแนวโน้มการบริโภคของไทย โดยเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 90 และสุดท้าย ได้แก่ โอกาสของผู้ประกอบการไทยในอนาคต

 

ในช่วงแรก ทิศทางของการบริโภคของไทยในช่วงที่ผ่านมานั้น อาจกล่าวได้ว่าการบริโภคของไทยในช่วง 3-4 ปีหลังขยายตัวชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในช่วง4 ปีหลังนี้ การบริโภคของไทยขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 1.8% ต่อปี ชะลอเมื่อเทียบกับในช่วงทศวรรษก่อนที่ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 4.9% ต่อปี รวมถึงขยายตัวน้อยกว่าเศรษฐกิจไทยที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ยประมาณ 2.5% ต่อปีในช่วง 4 ปีหลังเช่นกัน

 

สาเหตุหลักที่ในช่วงหลังนี้ การบริโภคของไทยขยายตัวช้าลง และน้อยกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ (ซึ่งบ่งชี้ว่าคนไทยบริโภคน้อยกว่ารายได้ที่ทำมาหาได้) นั้น มาจากเหตุผลสามประการ

 

เหตุผลประการที่หนึ่ง ได้แก่ สังคมไทยเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัย โดยในปัจจุบัน จำนวนเด็กไทยเกิดใหม่ (ที่ประมาณ 10.8 คน ต่อประชากร 1,000 คน) ใกล้เคียงจำนวนผู้เสียชีวิตมาก (ประมาณ 7.9 คนต่อประชากร 1,000 คน) ซึ่งอัตราเด็กเกิดใหม่เทียบกับผู้เสียชีวิตนี้ ลดลงอย่างมากและลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้อายุเฉลี่ยของคนไทยทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 37 ปี

 

สาเหตุที่คนไทยมีอายุเฉลี่ยมากขึ้นเป็นเพราะการคุมกำเนิดรวมถึงการแพทย์ที่ดี ทำให้คนไทยมีอายุยืนยาวแต่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ภาวะเช่นนี้จะส่งผลต่อการบริโภค 2 ประการ คือ หนึ่ง รายได้ของคนไทยโดยรวมจะลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากจำนวนผู้ที่อยู่ในวัยทำงานจะลดลง และ สอง รูปแบบการบริโภคจะเปลี่ยนไป โดยจะบริโภคสินค้าลดลง โดยเฉพาะสินค้าจำเป็น และจะหันไปบริโภคสินค้าบริการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริการด้านสุขภาพ

 

เหตุผลประการที่สอง ได้แก่ การจ้างงานรวมถึงรายได้แรงงานขยายตัวลดลง โดยปริมาณของผู้มีงานทำในไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งในส่วนของการจ้างงานในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม อันเป็นผลจากการที่ราคาสินค้าเกษตรทั่วโลกที่ตกต่ำ รวมถึงเป็นผลจากการผลิตสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมที่มีมากกว่าความต้องการในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ แม้ว่าการจ้างงานในภาคบริการ โดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหารเติบโตขึ้นทดแทนการจ้างงานในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม แต่ตำแหน่งงานรวมถึงรายได้ในภาคบริการนั้นไม่สามารถทดแทนส่วนของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมที่หายไปได้ ทำให้รายได้และการบริโภคของประชาชนโดยรวมขยายตัวลดลง

 

เหตุผลประการสุดท้าย ได้แก่การที่ประชากรวัยทำงานมีภาระหนี้สินอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะแนวนโยบายของภาครัฐสนับสนุนให้เกิดการบริโภคในประเทศเพื่อชดเชยการส่งออกที่ลดลงจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก เช่น นโยบายบ้านหลังแรก รถคันแรก และการส่งเสริมให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชน ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้เพิ่มสูงขึ้นมาก และเมื่อเทียบกับประชากรวัยทำงาน สัดส่วนดังกล่าวยิ่งเพิ่มสูงขึ้นถึง 4 เท่าในรอบ 15 ปี โดยในปัจจุบัน ชาวไทยที่อายุ 15-64 ปีจะมีหนี้สินสุทธิ 2.3 แสนบาทต่อคน

 

การที่ประเทศไทยมีประชากรที่สูงวัย การจ้างงานที่ลดลง รวมถึงหนี้สินในระดับสูงนี้ เป็นปัจจัยลบเชิงโครงสร้างที่มีผลต่อการบริโภคของไทยในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม หากจะวิเคราะห์ถึงโอกาสของการบริโภคของไทยในอนาคตนั้น อาจต้องพิจารณาจากประสบการณ์ของประเทศเจริญแล้วที่คล้ายกับไทยในปัจจุบัน ซึ่งฝ่ายวิจัยฯ ได้วิเคราะห์เปรียบเทียบกับประสบการณ์ของประเทศญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 90 ซึ่งในช่วงดังกล่าว โครงสร้างของญี่ปุ่นคล้ายไทยในปัจจุบันใน 3 ประเด็น คือ

 

หนึ่ง ญี่ปุ่นเผชิญสังคมสูงวัยเช่นเดียวกับไทย โดยประชากรญี่ปุ่นในช่วงนั้นมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 38-41 ปี ใกล้เคียงกับไทยในปัจจุบัน สอง การจ้างงานของญี่ปุ่นเริ่มลดลง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากจำนวนประชากรวัยทำงานที่ลดลง และ สาม อัตราการพึ่งพิงวัยทำงานของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น

 

ภาพเชิงโครงสร้างของญี่ปุ่นทั้งสามนี้ ทำให้รูปแบบการบริโภคของญี่ปุ่นในช่วงต่อมา (ปี 1996-2005) มีทิศทางเปลี่ยนไป กล่าวคือ คนญี่ปุ่นเริ่มลดสัดส่วนการบริโภคสินค้าไม่คงทนต่อค่าใช้จ่ายในการบริโภคโดยรวม เช่น อาหาร รวมถึงเสื้อผ้าลง และเพิ่มสัดส่วนการบริโภคบริการ เช่น ที่อยู่อาศัย สันทนาการ และค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ แม้ว่าโครงสร้างของประชากรไทยในปัจจุบันจะคล้ายญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 90 แต่ครัวเรือนไทยในปัจจุบันอาจเผชิญความยากลำบากมากกว่าครัวเรือนญี่ปุ่นในช่วงดังกล่าว เนื่องจากเหตุผลสามประการ คือ หนึ่ง ครัวเรือนไทยในปัจจุบันมีรายได้น้อยกว่าครัวเรือนญี่ปุ่นถึงกว่า 40% (ปรับด้วยเงินเฟ้อแล้ว) สอง สังคมไทยในปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำมากกว่าญี่ปุ่นในยุคทศวรรษที่ 90 และ สาม การใช้จ่ายของไทยในปัจจุบันอ่อนแอมากกว่าญี่ปุ่นในยุคดังกล่าว (วัดจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่มากกว่า)

 

เมื่อภาพของโครงสร้างสังคมและประชากรไทยในปัจจุบันคล้ายกับญี่ปุ่นในช่วงสามทศวรรษก่อน แต่มีความอ่อนแอกว่านั้น ทำให้เราสามารถที่จะเปรียบเทียบแนวโน้มรูปแบบการบริโภคจากญี่ปุ่นได้บ้าง แต่ก็ต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง กล่าวคือ การที่สังคมและภูมิประชากรไทยในปัจจุบันคล้ายกับญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 90 แต่รายได้ของไทยต่ำกว่าญี่ปุ่นในช่วงดังกล่าว ทำให้สินค้าและบริการของไทยอาจจำเป็นต้องราคาย่อมเยากว่าญี่ปุ่น

 

โดยหากพิจารณารูปแบบการบริโภคสินค้าไทยในปัจจุบัน (ปี 2010-2015) จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะโรงแรมและภัตตาคารขยายตัวขึ้นมากที่สุด รองลงมาได้แก่ค่าใช้จ่ายด้านสันทนาการ ด้านสุขภาพ และด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม ตามลำดับ บ่งชี้ว่า รูปแบบการบริโภคของคนไทยในอนาคตจะเปลี่ยนไป จากการเน้นสินค้าและบริการขั้นปฐมภูมิ เป็นการบริโภคสินค้าผสมผสานไปกับการบริการมากขึ้น (เช่น จากการบริโภคอาหาร เป็นการใช้บริการในโรงแรมและภัตตาคาร เป็นต้น)

 

ดังนั้น ในระยะต่อไป ผู้ประกอบการจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบของสินค้าของตน โดยเพิ่มสัดส่วนการบริการมากขึ้น รวมถึงหันมาจับตลาดที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ตลาดสุขภาพ การบำรุงรักษาความงาม การสันทนาการ และตลาดที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากขึ้น เหล่านี้จึงจะเป็นทางออกสำหรับของธุรกิจไทยในอนาคต

 

บทความนี้เป็นความเห็นของฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)

 

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

×

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ