KKP Advice Center
KKP Advice Center
EN

รถไฮบริด เป็นรถลูกครึ่งระหว่างรถที่ใช้น้ำมันอย่างเดียว กับรถไฟฟ้าเพียวๆ เนื่องจากรถที่ใช้น้ำมันก็เจอปัญหาน้ำมันแพง ปล่อยมลพิษเยอะ ส่วนรถที่ใช้ไฟฟ้าเพียวๆ เทคโนโลยีตอนนี้ก็วิ่งได้แค่ความเร็วต่ำ และต้องเติมไฟกันบ่อยๆ และใช้เวลาเติมเป็นชั่วโมง เพราะฉะนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดคือเอาข้อดีของรถทั้งสองชนิดมายำรวมกันจึงกลายเป็น รถไฮบริด

รถไฮบริด เป็นรถที่มีทั้งเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันและระบบมอเตอร์ไฟฟ้ามาขับเคลื่อนผสมผสานกัน และรูปแบบที่นิยมใช้กันในรถยนต์ไฮบริดปัจจุบัน ก็คือ แบบ Power-split หรือ ซีรีส์-พาราลเรล (Series-Parallel Hybrid) โดยในช่วงปกติที่ต้องใช้ความเร็วรอบสูงๆ ก็จะใช้ระบบเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน ส่วนในช่วงที่เราใช้ความเร็วรอบต่ำๆ อย่างวิ่งในเมือง ช่วงรถติดรถก็จะปรับให้ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าโดยดึงเอาพลังงานออกมาจากแบตเตอรี่ทำงานแทน หรือในช่วงเร่งแซงก็จะใช้ทั้งสองตัวประสานพลังร่วมกัน และด้วยเหตุที่มีระบบไฟฟ้าเข้ามาช่วยนี่แหละ ทำให้รถไฮบริดมีการประหยัดน้ำมันมากกว่ารถยนต์ทั่วไป

 

ข้อดีของรถยนต์ไฮบริด

  1. ประหยัดน้ำมันได้ระหว่าง 10-50% ด้วยพลังขับเคลื่อนจากมอเตอร์ไฟฟ้า (มีตัวเลขประหยัดมาตรฐานที่ 20 กิโลเมตรต่อลิตรในทุกสภาวะ)
  2. เครื่องจะเงียบเมื่อใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่
  3. ช่วยลดมลพิษทางอากาศ

 

ข้อเสียของรถยนต์ไฮบริด

  1. ราคาค่อนข้างแพง
  2. แบตเตอรี่ราคาแพง ถ้าเสียเปลี่ยนทีก็เป็นแสน
  3. ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงค่อนข้างสูง

 

รถยนต์ไฮบริดยังเป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่ในบ้านเรา ด้วยราคาที่ค่อนข้างแพง อุปกรณ์ต่างก็ยังมีราคาแพงอยู่ และอู่ที่ชำนาญตอนนี้ยังมีน้อย เสียทีอาจจะต้องลากเข้าศูนย์กันอย่างเดียว ดังนั้นคงต้องคิดให้รอบคอบล่ะครับว่ามันคุ้มกับการลงทุนจริงหรือเปล่า แต่แนวโน้มของโลกจะออกไปในทางลดโลกร้อนและประหยัดพลังงานมากขึ้น ผู้คนตื่นตัวมากขึ้น ค่ายรถหลายๆ ค่ายก็ต้องพัฒนารถในแนวนี้ออกมามากขึ้น เมื่อมีการแข่งขันสูงราคาก็ย่อมจะลดลงแน่นอน ซึ่งก็จะเป็นผลดีต่อผูบริโภคอย่างเราๆ

 

 สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการประหยัดด้วย ต้องการความทันสมัยด้วย รถยนต์ไฮบริด ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการลงทุนที่สูงเอาการเหมือนกัน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.cartips2u.com

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

×

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ