KKP Advice Center
KKP Advice Center
EN

ครั้งก่อนหน้าผมเขียนถึงโรคร้ายที่เราผู้สูงวัยไม่ต้องการให้เกิดขึ้นกับตัวเราเองคือโรคสมองเสื่อม ซึ่งพบว่าแนวทางป้องกันที่ดีที่สุดคือ

 

การทำให้ร่างกายฟิตแข็งแรงและนอนหลับให้เพียงพอคืนละ 7-8 ชั่วโมง โดยการนอนหลับลึก 1 ชั่วโมงกับ 50 นาทีเป็นอย่างต่ำทุกคืน และสำหรับโรคร้ายอีกประเภทหนึ่ง คือ โรคมะเร็งนั้น ครั้งที่แล้วก็ได้กล่าวถึงโรคมะเร็งว่าผู้ชายและผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งสูงถึง 39.7% และ 37.7% ตามลำดับ แต่โอกาสเสียชีวิตเพราะโรคมะเร็งนั้นมีเพียง 22.1% และ 18.8% ตามลำดับ ทั้งนี้จากการประเมินของ American Cancer Society 

 

ครั้งที่แล้วผมได้กล่าวถึงการเป็นโรคมะเร็งของผู้หญิงไปแล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้ชายเพราะผู้หญิงมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งที่เต้านมมากที่สุด (ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งสูงถึง 12.41% แต่ความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมมีเพียง 2.62%)

 

ครั้งนี้ผมขอกล่าวถึงประโยชน์ของการออกกำลังกายในการลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งผมเองก็ไม่ได้เคยทราบมาก่อนว่ามีความเกี่ยงข้องกันอย่างมาก เห็นได้จาก US National Cancer Institute ที่ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งดังนี้

 

1.การนำเอางานวิจัย 52 ชิ้นเกี่ยวกับการป้องกันมะเร็งมาประเมินหาข้อสรุป (meta study) ในปี 2009 พบว่าคนอเมริกันที่ออกกำลังกายเป็นประจำมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ (ทั้งชายและหญิง) น้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกาย 24% งานวิจัยที่รวมชาวยุโรปด้วย พบว่าคนที่ออกกำลังกายมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกาย 16% (หากพยายามจำกัดการกินเนื้อสัตว์สีแดง อาหารปิ้งย่างและเนื้อที่รมควันและปรุงด้วยสารกันบูด ก็น่าจะช่วยลดความเสี่ยงลงได้อีก) งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งพบว่า คนที่ออกกำลังกายจะลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากการเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ลง 31% เมื่อเทียบกับคนที่มะเร็งในลำไส้ใหญ่และไม่ออกกำลังกาย

 

2.สำหรับมะเร็งในเต้านมนั้นได้มีการนำเอางานวิจัย 31 ชิ้นที่เกี่ยวข้องมาประเมินหาข้อสรุป (meta study) ในปี 2013 พบว่าการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งที่เต้านมได้ 12% ทั้งนี้เพราะการออกกำลังกายช่วยลดฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็ง แต่ที่สำคัญคือผู้หญิงที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งที่เต้านมและทำการรักษานั้นจะลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งขึ้นอีก (cancer recurrence) มากถึง 40-50% หากเดินออกกำลังกาย 3-5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

 

3.งานวิจัยที่ประเมินผลงานวิจัย 33 ชิ้น พบว่าการออกกำลังกายจะลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งที่มดลูกลงไป 20% ทั้งนี้เพราะการออกกำลังกายช่วยลดน้ำหนักตัว ซึ่งเป็นปัจจัยลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งที่มดลูก 

 

ในส่วนของผู้ชายนั้นโอกาสเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมากมีค่อนข้างสูง แต่โอกาสรอดชีวิตก็สูงเช่นกัน (ดังนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำจึงเป็นเรื่องจำเป็น) แต่สถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐ (US National Cancer Institute) ก็พบงานวิจัยที่สรุปว่าผู้ชายที่ออกกำลังกายอย่างเต็มที่อย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (มากกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำกว่าเท่าตัว) ลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมากมากถึง 61% เมื่อเทียบกับผู้ชายที่ออกกำลังกายอย่างเต็มที่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่งานวิจัยบางชิ้นก็ไม่พบว่าการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก ดังนั้นข้อมูลตรงนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าการออกกำลังกายเป็นประโยชน์ในการลดความเสี่ยงเกี่ยวกับมะเร็งประเภทนี้ แตกต่างจากหลักฐานที่ชัดเจนมากว่าการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านมและมะเร็งมดลูก

 

งานวิจัยของมหาวิทยาลัย Vermont ในปี 2015 พบว่าผู้ชายที่สุขภาพแข็งแรงในเชิงของระบบหายใจ (วิ่งได้หลายกิโลเมตร หรือ Cardiorespiratory fitness) มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่น้อยกว่าผู้ชายที่ไม่แข็งแรง 44%

 

การดูแลให้ตัวเองมีสุขภาพแข็งแรงโดยการออกกำลังกายอย่างเป็นประจำจึงน่าจะเป็นกิจกรรมที่สำคัญสำหรับผู้สูงวัยและมีความสำคัญไม่น้อยกว่าการเลือกกินอาหารที่เป็นประโยชน์ ประเด็นนี้ผมอยากกล่าวย้ำเพราะว่าเรามักจะอยากกินอะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่าการออกกำลังกายที่เป็นประโยชน์ เพราะการกินนั้นเราจะมีความสุข ไม่เหนื่อยเหมือนกับการออกกำลังกาย ดังนั้นผมจึงมีข้อสรุปว่าเรามักจะเน้นการกินมากเกินไปและการออกกำลังกายน้อยเกินไป เช่นปัจจุบันผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการกินต่อวันมากกว่าการใช้เวลาออกกำลังกาย 

 

กล่าวคือหากให้ออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมงทุกวัน ก็จะรู้สึกว่าเป็นภาระและเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก แต่การกินอาหารวันละ 3 มื้อ ครั้งละ 30-40 นาทีนั้นเป็นเรื่องที่ทำเป็นปกติด้วนความสมัครใจ นอกจากนั้นการกินก็เป็นเรื่องที่เราจะได้รับการกระตุ้นจากการโฆษณาตลอดเวลา (และมีร้าน “สะดวกซื้อ” ขายอาหารให้เราทั้งวันทั้งคืนหรือจะสั่งให้นำอาหารมาส่งที่บ้านก็ได้) แต่การออกำลังกายนั้นผู้ประกอบการขายของได้ยาก การโฆษณาให้ออกกำลังจึงมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้แนวโน้มของประชากรโลกนั้นมีแต่น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาครับ

 

บทความโดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ จากนสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 กันยายน 2562 

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

×

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ