KKP Advice Center
KKP Advice Center
EN

นภดล นิมมานพิภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายค้าหลักทรัพย์ และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า สายงานลงทุนและหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ผู้บุกเบิกตลาดตราสารอนุพันธ์ของไทยกว่า 20 ปีจากการสั่งสมประสบการณ์การทำงานในองค์กรการลงทุนชั้นนำจากต่างประเทศตั้งแต่ชิคาโก ฮ่องกง รวมถึงประเทศไทย นอกจากนั้นเขายังเป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่เดินสายให้ความรู้ด้านตลาดอนุพันธ์ และการลงทุนแก่องค์กรและสถาบันต่างๆ อีกด้วย

ราคาหุ้นที่เราซื้อไม่ได้มีความหมายใดๆ กับตลาดเลย แล้วทำไมราคาหุ้นถึงจะวิ่งขึ้นมาที่ราคาที่เราซื้อ - นักลงทุนไม่ควรยึดติดกับหุ้น หรือราคาหุ้น แต่ควรยึดติดกับแผน ไม่ควรเปลี่ยนแผนระหว่างทาง – เวลาหุ้นตกคนจะมี Emotion เยอะ ทำให้การตัดสินใจของเรามันไม่ค่อยตรง – เวลาหุ้นตกคือเรื่องที่คนรู้สึกว่ามันลงมาเดี๋ยวก็ขึ้น และมักจะซื้อถัว – อย่าพยายามเฉลี่ยต้นทุนโดยเพิ่มการลงทุน ถ้าการลงทุนอันไหนที่ไม่ดี ก็ไม่ควรจะเติมเงินเข้าไป

เปิดตัว-KKP-ADVICE-CENTER_560x390

จากประสบการณ์ที่เราเคยเป็นคนเทรดเอง และได้อยู่ในช่วงที่ตลาดหุ้นพีคมาก จนถึงวันที่ลงมาหนักมากตอนเกิดเหตุการณ์ต้มยำกุ้ง สิ่งที่เห็น และทำให้เราได้เรียนรู้คือ ในช่วงที่ตลาดเกิดวิกฤต เราควรที่จะต้องระมัดระวังอะไรบ้าง รวมไปถึงพฤติกรรมบางอย่างที่ควรหลีกเลี่ยง ซึ่งมีทั้งหมด 5 ประการดังนี้

 

1. การยึดติดกับหุ้นบางตัว ซึ่งทำให้นักลงทุนมักจะมี Positive Bias ในหุ้นนั้นๆ เช่นรู้สึกว่ามีดวงกับหุ้นตัวนี้จนนำไปสู่ข้อผิดพลาดอื่นๆ เช่นไม่ยอมขายตัดขาดทุน หรือไม่นำข้อมูลใหม่ๆ มาช่วยตัดสินใจในการลงทุน เป็นต้น

2. การยึดติดกับราคา เช่น ยึดราคาต้นทุนของตนเป็น Factor หลักในการพิจารณา โดยลืมตระหนักว่าในความเป็นจริงแล้วหุ้นมีการซื้อขายอยู่ตลอดเวลา และตลาดไม่รู้ต้นทุนของนักลงทุนแต่ละคน นักลงทุนมักจะคิดว่าถ้าหุ้นขึ้นมาที่ราคาเดิมแล้วจะขาย กล่าวคือไม่ยอมขายขาดทุน แต่ไม่ได้มองว่าราคาหุ้นที่เราซื้อไม่ได้มีความหมายใดๆ กับตลาดเลยเพราะฉะนั้นแล้วทำไมราคาหุ้นถึงจะวิ่งขึ้นมาที่ราคาที่เราซื้อ

3. การไม่ทำตามแผนการลงทุนที่วางไว้ก่อนการลงทุน เช่น ก่อนลงทุนใช้หลักการ Market Timing โดยมีการกำหนดราคาที่จะตัดขาดทุน (Cut Loss) แต่เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงไปถึงระดับที่จะต้องตัดขาดทุน นักลงทุนกลับไม่ทำตามแผน และหาเหตุผลในการที่จะถือต่อ เพราะฉะนั้นเมื่อตลาดเกิดวิกฤตหรือราคาหุ้นไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ นักลงทุนควรทำตามแผนที่วางไว้ในตอนแรก โดยไม่มีอารมณ์ (Emotion) เข้ามาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เปลี่ยนแปลง ต้องมองให้เห็นถึงความต่างระหว่างคำว่า “ตายตัว/ไม่ยืดหยุ่น (Too Rigid)” กับคำว่า “วินัย (Discipline)” เพราะในความเป็นจริงตลาดมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (Dynamic) จึงต้องมีปัจจัยหลายๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งข้อมูลที่เปลี่ยนไปอาจทำให้แผนเราเปลี่ยนได้ หรืออาจส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เราวิเคราะห์ในตอนแรกได้ แต่หากไม่มั่นใจก็ควรจะยึดกับแผนการลงทุนโดยที่ไม่ลืมเอาข้อมูลใหม่ๆ เข้ามาประกอบการวิเคราะห์ด้วย

 

เปิดตัว-KKP-ADVICE-CENTER05 2 

4. การซื้อเฉลี่ยเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงมามาก นักลงทุนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าเดี๋ยวราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วมุมมองนี้สามารถใช้ได้บนการวางแผนที่ดี และถูกต้อง กล่าวคือ ซื้อในทิศทางที่ดี และเป็นไปตามคาด แต่หากไม่เป็นไปตามคาดแล้วทำการซื้อเฉลี่ยจะเป็นอันตรายต่อการลงทุน เพราะสิ่งที่ผมเห็นมาเสมอคือ เมื่อตลาดแย่ เรามีโอกาสที่จะผิด ไม่มีใครสามารถถูกได้ตลอด ดังนั้นอย่าพยายามเฉลี่ยต้นทุนโดยเพิ่มการลงทุน ถ้าการลงทุนอันไหนที่ไม่ดี ก็ไม่ควรที่จะเติมเงินเข้าไป

5. เรื่องการทำการบ้านก่อนการลงทุน นักลงทุนควรใช้เวลาทำการบ้านในการศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อน ระมัดระวังเรื่องความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร รวมไปถึงการเปิดรับข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ อยู่เสมอ เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงมากห้ามคิดว่าราคาลงไปต่ำขนาดนี้แล้วคงไม่ลงอีก เพราะหลายๆ บริษัทในช่วงวิกฤตราคาหุ้นอาจปรับลดต่ำลงไปจนถึงล้มละลายได้ สิ่งที่ต้องทำให้มากคือหมั่นหาข้อมูลใหม่ๆ ให้เรามั่นใจได้ว่าข้อมูลที่เรามียังเป็นเช่นนั้นอยู่ จะทำให้นักลงทุนสามารถมีวินัยและทำตามแผนที่วางไว้ได้

 

จากบทความข้างต้น นอกจากสิ่งที่นักลงทุนควรจะต้องระมัดระวังและหลีกเลี่ยงในช่วงตลาดขาลงแล้ว การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ที่ดีก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถลดความเสี่ยงในการลงทุนได้ โดยมีการพิสูจน์มาแล้วว่าสำหรับการลงทุนระยะยาว การจัดพอร์ตการลงทุนที่ดีนั้นให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการเลือกถือหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง หรือซื้อขายหุ้นเข้าๆออกๆ แม้แต่ในช่วงที่เกิดวิกฤติ เรายังสามารถยึดการจัดพอร์ตแบบ Asset allocation ได้ เพียงแต่ปรับสัดส่วนให้พอร์ตมีความเสี่ยงน้อยลง ตัวอย่างการจัดสรรสินทรัพย์ที่นักลงทุนนิยมใช้กันทั่วไป และพิสูจน์แล้วว่าได้ผลก็คือ การลงทุนแบบ Dollar Cost Average (DCA) หรือการกำหนดการลงทุนเป็นงวดๆ ด้วยจำนวนเงินครั้งละเท่าๆ กัน ทั้งนี้อาจลงทุนเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส โดยไม่สนใจว่าราคาหุ้นที่ซื้อ ณ ตอนนั้นเป็นราคาเท่าไหร่ ซึ่งวิธีนี้นี้ทำให้นักลงทุนสามารถทำตามแผนได้อย่างมีวินัย

ตลาดในแต่ละที่ก็จะมีลักษณะเฉพาะของมันเอง Structured Note ยุโรปรับความเสี่ยงด้านอายุได้มากกว่า แต่ในเอเชียจะเป็นระยะสั้น แต่อาจเสี่ยงกว่า สำหรับในไทยเองการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ยังจำกัดอยู่ในรายใหญ่ค่อนข้างมาก - ในฮ่องกงคนจะนิยมการลงทุน Bear, Bull, Yield Enhance Note หรือในออสเตรเลียคนนิยม  Autocallable Fix Coupon Note สำหรับในประเทศไทยคนนิยม Equity Linked Note,  Autocallable Fix Coupon Note และ Principal Protected Note

 เปิดตัว-KKP-ADVICE-CENTER02 2 

ปัจจุบันช่องว่างระหว่างตลาดไทยกับต่างประเทศเริ่มแคบลงเรื่อยๆ หลายๆ เรื่องที่เคยได้เห็นในตลาดต่างประเทศก็เริ่มมีแล้วในตลาดไทย เมื่อก่อนการที่จะสร้างตราสารใหม่ๆ ขึ้นมานั้นอาจใช้เวลานานหลายปี แต่ในปัจจุบันสามารถที่จะทำได้เร็วขึ้นมาก รวมไปถึงความรู้ความเข้าใจของนักลงทุนในประเทศที่มีเพิ่มมากยิ่งขึ้นส่งผลให้ธุรกิจการออกผลิตภัณฑ์หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Note) มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

 

หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Note) เป็นตราสารที่มีลักษณะเหมือนตราสารหนี้ แต่มีเงื่อนไขการให้ผลตอบแทนและคืนเงินต้นอ้างอิงกับราคาหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงในแต่ละประเทศนั้นจะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน เช่น ตราสารในยุโรปจะสามารถรับความเสี่ยงด้านระยะเวลาการลงทุนได้มากกว่าตราสารในเอเชียที่ส่วนใหญ่จะเป็นตราสารระยะสั้น แต่ก็จะมีความเสี่ยงที่มากกว่า สำหรับในประเทศไทยการลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงยังจำกัดอยู่ในนักลงทุนรายใหญ่ค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องความเข้าใจและข้อจำกัดจากกระบวนการการขายที่ยังถือว่าหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงเป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและอาจมีความเสี่ยงสูง

 

นอกจากนี้ในต่างประเทศถ้าตลาดมีลักษณะที่แตกต่างกัน ความนิยมของนักลงทุนที่มีต่อ Structured Note ก็จะมีความแตกต่างกันด้วย เช่น ในฮ่องกงคนจะนิยมการลงทุน Bear, Bull, Yield Enhance Note หรือในออสเตรเลียคนนิยม Autocallable Fix Coupon Note สำหรับในประเทศไทยคนนิยม Equity Linked Note, Autocallable Fix Coupon Note และ Principal Protected Note เป็นต้น

 

สำหรับ บล.ภัทร เราเป็นกลุ่มแรกๆ ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ Structured Note ออกมา ทั้งนี้ด้วยลักษณะของลูกค้าบล.ภัทรที่มีความเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ ประกอบกับ Financial Consultant ของเราที่สามารถเข้าใจและถ่ายทอดมุมมองในการลงทุนให้กับลูกค้าได้ ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงในประเทศไทยของบล.ภัทรเติบโตขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในปัจจุบัน


ในต่างประเทศถ้าเป็นลักษณะของตลาดที่แตกต่างกัน ความนิยมที่มีต่อ Structured Note ก็จะต่างกัน ทั้งนี้ช่วงเวลาแต่ละช่วงเวลาก็มีความแตกต่างกันด้วย เช่น ในฮ่องกงคนจะนิยมการลงทุน Bear, Bull, Yield Enhance Note หรือในออสเตรเลียคนนิยม Autocallable Fix Coupon Note สำหรับในประเทศไทยคนนิยม Equity Linked Note, Autocallable Fix Coupon Note และ Principal Protected Note

 

เทรนด์การลงทุนในอนาคต

 เปิดตัว-KKP-ADVICE-CENTER06 2  
สิ่งที่ผมมองว่าเป็นเทรนด์ในอนาคตคือสิ่งที่ภัทรกำลังจะบุกเบิก นั่นก็คือการเปิดช่องทางให้ลูกค้าไปลงทุนในต่างประเทศ ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีนักลงทุนไทยหันไปลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ หรือกองทุน FIF มากขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของบล.ภัทร นอกจากบริการ Global Investment Service (GIS) ที่เป็นตัวช่วยให้ลูกค้าสามารถไปลงทุนในต่างประเทศโดยตรง และกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ที่จัดตั้งโดย บลจ.ภัทรแล้ว ในเดือน ก.ค. นี้ บล.ภัทรจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์การลงทุนตัวใหม่ นั่นคือ “Foreign Structured Note” เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับนักลงทุนที่มองหาโอกาสในการลงทุนในตลาดต่างประเทศ และด้วยรูปแบบผลิตภัณฑ์การลงทุนนี้ นักลงทุนจะลงทุนในรูปของสกุลเงินบาท แต่ผลตอบแทนอ้างอิงกับหลักทรัพย์ต่างประเทศ และอัตราการแลกเปลี่ยน เหมือนกับนำเงินไปลงทุนตรงในต่างประเทศ นอกจากนี้บล.ภัทรยังถือเป็นเจ้าแรกในตลาดที่เป็นผู้ผลิต และออกจำหน่าย Foreign Structured Note โดยตรง ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกออกแบบการลงทุนและซื้อขาย Foreign Structured Note ได้ทันที

ผมเป็นรุ่นแรกที่ถูกส่งไปที่ชิคาโก้ ไปดูตลาดอนุพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไปดูทั้งผู้ประกอบการ หรือบริษัทที่ทำ Hedge Fund ได้ไปเห็นลักษณะการซื้อขาย และการใช้ตราสารอนุพันธ์ ทำให้มีความประทับใจและเห็นว่าทิศทางของตลาดการเงินในเมืองไทยก็คงจะโตมาทางนี้ คือการที่ตราสารอนุพันธ์คงจะเข้ามามีบทบาทในตลาดการเงิน จึงมีความตั้งใจว่าจะกลับมาทำเรื่องเหล่านี้ในตลาดบ้านเรา - ผมทำอยู่ที่ฮ่องกง 3 ปี ได้เห็นว่าตลาด และเทคโนโลยีเมืองนอกเค้าไปไกลขนาดไหนแล้ว แต่สิ่งที่คาอยู่ในใจคือเราไม่ค่อยได้ทำเรื่องของอนุพันธ์เท่าไหร่จะเน้นเรื่องเทรดดิ้งเป็นหลัก

 
เปิดตัว-KKP-ADVICE-CENTER03 2 

ประวัติการศึกษา ผมเรียนปริญญาตรี วิศวะโยธา เลือกเรียนวิศวะเพราะเลือกตามความถนัด และระหว่างที่เรียนก็มีความสนใจเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และได้เพิ่มทักษะคอมพิวเตอร์โปรแกรมมิ่งซึ่งก็ได้นำมาใช้งานการทำงานอยู่บ้าง

 

พอเรียนจบออกมาทำงานด้านวิศวะโยธาอยู่ 1 ปีก็ไปเรียนต่อ MBA ด้านการเงิน ช่วงนั้นสาขาการเงินค่อนข้างเฟื่องฟูบวกกับศาสตร์ทางด้านการเงินก็ยังมีพื้นฐานด้านการคำนวณที่เรามีความถนัดอยู่ด้วยระหว่างเรียนได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้เกี่ยวกับ ตราสารอนุพันธ์ (Derivative) ซึ่งหลักการของมันก็ไปด้วยกันกับทางฟิสิกส์หรือคณิตศาสตร์ที่เราถนัด ทำให้เราเริ่มมี Passion เกี่ยวกับเรื่องตราสารอนุพันธ์ตั้งแต่นั้นมา

 

เริ่มต้นทำงาน


 เปิดตัว-KKP-ADVICE-CENTER04 2 
เมื่อเรียน MBA จบ ปี 1996 ได้เริ่มทำงานที่บล.เอกธำรง ตอนนั้นในไทยยังไม่มีตลาดอนุพันธ์ หรือแม้แต่การทำธุรกรรมการยืม และให้ยืมหักทรัพย์ (SBL) จากนั้นก็ได้ทำงานด้าน Port Trading ลักษณะการเทรดหุ้นในช่วงนั้นส่วนใหญ่เป็นการเล่นกับทิศทางของตลาด (Directional Trade) แต่ก็พยายามทำพวกกลยุทธ์การจับคู่ซื้อขายหลักทรัพย์ (Pair Trade) หรือกลยุทธ์อื่นๆ

 

สำหรับด้านงานที่เกี่ยวกับตราสารอนุพันธ์ ได้มีโอกาสทำงานในคณะทำงานอนุพันธ์ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งกำลังเริ่มสร้างตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทย และได้ไปดูงานในต่างประเทศ ผมเป็นรุ่นแรกที่ถูกส่งไปที่ชิคาโก้ ไปดูตลาดอนุพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไปดูทั้งผู้ประกอบการ หรือบริษัทที่ทำ Hedge Fund ได้ไปเห็นลักษณะการซื้อขาย และการใช้ตราสารอนุพันธ์ ทำให้มีความประทับใจและเห็นว่าทิศทางของตลาดการเงินในเมืองไทยก็คงจะโตมาทางนี้ คือการที่ตราสารอนุพันธ์คงจะเข้ามามีบทบาทในตลาดการเงิน จึงมีความตั้งใจว่าจะกลับมาทำเรื่องเหล่านี้ในตลาดบ้านเรา

 

การดูงานที่ชิคาโก้ มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสร้างบุคคลากรให้เข้าใจตลาดอนุพันธ์มากขึ้น ซึ่งชิคาโก้เป็นตลาดแรกๆ ในการซื้อขายอนุพันธ์ เราได้เห็นลักษณะของการซื้อขาย ยังเป็น Pit Trading ส่งสัญญาณซื้อขายกัน ทำให้ได้เห็นความสำคัญของผู้ดูแลสภาพคล่องการซื้อขาย (Market Maker) ช่วยให้ตลาดมีสภาพคล่อง ได้เห็นว่าตลาดที่นั่น มี Activity ที่หลากหลาย และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  

ผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง
ในปี 1997 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง บล.เอกธำรงถูกบริษัทจากไต้หวันคือ KGI เข้ามาเทคโอเวอร์ ทำให้ในแง่ของอาชีพอาจได้รับผลกระทบอยู่บ้าง อย่างตลาดหลักทรัพย์เองก็หยุดโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอนุพันธ์ไปพักใหญ่ แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ ก็กลับมาพัฒนาตลาดอนุพันธ์ต่อ พร้อมทั้งอนุญาตให้ทำ SBL และเริ่มร่างกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพัฒนาต่อไป

 

ปลายปี 2005 ได้มีโอกาสไปทำงานที่ฮ่องกง เนื่องจากทาง KGI Hongkong กำลังตั้งทีมเทรดใหม่ ได้มีโอกาสไปคุยว่าเราสนใจไปทำงานในส่วนนั้นและได้ไปในปี 2006 ตอนนั้นทีมที่ตั้งขึ้นมาตั้งใจทำเหมือน Hedge Fund เลย แต่ก่อนที่จะรับเงินลูกค้ามาบริหารก็เริ่มจากเงินบริษัทก่อน

 

ผมเองที่ไปทำ Quantitative Trading กับ Systematic Trading โดยโฟกัสกลุ่มที่เป็น Index Futures ของตลาดต่างๆ ในภูมิภาคซึ่งมีสภาพคล่องมากพอ และการเทรดแบบระยะสั้น สำหรับการเทรดแบบ quantitative trade / systematic trade ในขณะนั้นยังไม่ได้เยอะมาก แต่ก็มีการใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการเทรด เช่น DMA (Direct Market Access) ก็ทำให้ได้ใช้ประโยชน์จากความรู้ทางด้านโปรแกรมมิ่งด้วย

 

ผมทำอยู่ที่ฮ่องกง 3 ปี ได้เห็นว่าตลาด และเทคโนโลยีเมืองนอกเค้าไปไกลขนาดไหนแล้ว แต่สิ่งที่คาใจคือเรายังไม่ค่อยได้ทำเรื่องของอนุพันธ์เท่าไหร่จะเน้นเรื่องเทรดดิ้งเป็นหลัก

 

กลับมาเมืองไทย และร่วมงานกับภัทร
ในปี 2009 ตัดสินใจย้ายกลับมาเมืองไทย ซึ่งหัวหน้าเก่าทำอยู่ภัทรจึงชวนมาทำ เพราะตอนนั้นกำลังหาคนมาช่วยทำ Financial Product ที่ภัทร ซึ่งตรงกับสิ่งที่เราอยากทำเพราะเราก็ยังมี Passion ว่าสิ่งที่เราเคยได้ไปเห็นที่ชิคาโก้ มันน่าจะเป็นธุรกิจในอนาคตของตลาดไทย ประกอบกับภัทรมีจุดแข็งคือฐานลูกค้าที่เป็นสถาบันแลลูกค้ารายใหญ่ซึ่งเหมาะกับผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้ ซึ่งก็คือสิ่งที่เราได้เห็นจากเมืองนอกเค้ามีมา

 

ตอนอยู่ภัทรในช่วงแรกได้รับผิดชอบเรื่องธุรกิจที่ทำ Financial Product ตัวแรกที่ทำคือ Structured Note ขยายความ Structured Note คือตราสารหนี้ ที่ผลตอบแทนของตราสารจะไปอิงกับราคาของสินทรัพย์หรือดัชนีใดๆ เช่นราคาหุ้น ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ดัชนีราคาตราสารหนี้

 

สำหรับ Derivative จริงๆ ไม่ได้เป็นตราสารทางการเงิน จริงๆ มันคือสัญญาเพื่อที่จะแลกเปลี่ยนความเสี่ยงระหว่างคนที่ถือครองสัญญาทำให้คนที่ถือครองสัญญาเข้าไปมี Exposure (มูลค่าการลงทุน) ได้โดยที่ไม่ต้องเข้าไปซื้อตราสารนั้นโดยตรง เป็นสัญญาที่แลกเปลี่ยน Return หรือผลตอบแทนของตราสาร ฉะนั้น เนื่องจากตัวอนุพันธ์เป็นสัญญา มันสามารถอ้างอิงกับอะไรก็ได้เช่นหุ้น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนหรือแม้แต่ดัชนีราคาหุ้นก็ได้

 

Structured Note ตัวแรกที่ภัทรออกคือ Equity Linked Note หรือ ELN เป็น Discount bond ซึ่งโดยปกติจะมีอายุสั้น ไม่มีดอกเบี้ยจ่ายระหว่างทาง มี Feature ที่สำคัญคืออ้างอิงกับราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เมื่อถึงวันครบกำหนดอายุจะมาดูว่าราคาหุ้นนั้นสูงหรือต่ำกว่าราคาใช้สิทธิที่กำหนดไว้ ถ้าสูงกว่าก็ได้รับเงินลงทุนพร้อมกับผลตอบแทนคืนไป ซึ่งด้วยความที่มีการอ้างอิงกับราคาหุ้นทำให้ผลตอบแทนของ ELN จะสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไป ซึ่งปกติ ELN จะให้ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 8-10% ต่อปี แต่ความเสี่ยงคือถ้าราคาหุ้นต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ ลูกค้าจะได้รับส่งมอบเป็นหุ้นเสมือนซื้อหุ้นที่ราคาใช้สิทธิ คือเป็นการซื้อหุ้นที่ราคาสูงกว่าตลาด ณ ขณะนั้น จึงมีความเสี่ยงที่สูงกว่า

 

เราทำ Structured Note มาหลายปี และพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าซึ่งอาจมีมุมมองการลงทุนที่ต่างกัน ในจังหวะที่ต่างกัน จึงอาจจะต้องการผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ต่างกัน เราจึงต้องมีตราสารที่หลากหลายซึ่งมีเงื่อนไขการให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน

 

Challenge ในการทำงาน

 
เปิดตัว-KKP-ADVICE-CENTER07 2 

การทำธุรกิจนี้ในเมืองไทย เรื่องแรกคือการสร้างทีมขึ้นมา ลักษณะของธุรกิจ และพัฒนาการของตลาดทำให้เราต้องการคนที่มีความรู้พื้นฐานที่จะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นเราต้องการคนที่มี Potential มี Academic knowledge และต้องใช้เวลาในการสร้างคน

 

เรื่องที่ 2 คือด้านความรู้ความเข้าใจของผู้แนะนำการลงทุน และนักลงทุนเอง เนื่องจากตราสารมีความซับซ้อนกว่าปกตินักลงทุนที่ลงทุนแต่ใน Traditional Market (เช่นหุ้นหรือพันธบัตร) เวลาที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ นักลงทุนก็จะมีข้อสงสัยเยอะ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับทั้งลูกค้า และผู้แนะนำการลงทุนค่อนข้างเยอะ ซึ่งก็จะทำให้ลูกค้าสามารถมองเห็นถึงโอกาสในการลงทุนแบบที่เป็น Win-win ได้

 

เรื่องที่ 3 ตัวนักลงทุนเองอาจมีมุมมองและข้อจำกัดของการลงทุนเอง ทำให้เราต้องพัฒนา Product on Shelf ให้มีมากขึ้น รวมทั้งในแง่บริการที่จะให้นักลงทุนสามารถติดตามผลการลงทุนของตัวเองได้ใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งเราต้องพัฒนาขึ้นมาเอง เนื่องจากการซื้อระบบสำเร็จรูปมาใช้อาจจะไม่ตอบโจทย์ซะทีเดียว จึงต้องมีทีมโปรแกรมเมอร์เพื่อพัฒนาระบบของเราขึ้นมาเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างที่ต้องการ

 

เรื่องที่ 4 คือความต้องการของตลาดที่โตมากขึ้น ซึ่งมาในรูปแบบของความต้องการผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น และยังมีคู่แข่งจากทั้งในและต่างประเทศ สำหรับคู่แข่งในประเทศเอง เราค่อนข้างมีประสบการณ์มานานกว่า ส่วนคู่แข่งต่างประเทศได้เปรียบในเรื่อง Level ของ Service ที่ให้ได้

 

ทั้งนี้กลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทรเองก็พยายามที่จะเปิดตลาดให้มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น บริการ Global Investment Service รวมทั้งการเพิ่มช่องทางการลงทุนให้กับลูกค้า เราร่วมมือกับธนาคารให้สามารถออกผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น เรามีทั้งธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ที่ทำให้เรามีช่องทางที่หลากหลายในการให้บริการลูกค้า เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการในด้านการลงทุนของลูกค้าได้อย่างรอบด้าน

*ให้บริการโดยบริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร  บทความนี้ไม่ถือเป็นการให้คำแนะนำหรือให้คำปรึกษาใดๆ กรุณาติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการเพิ่มเติมได้ที่ 02 305 9559

 

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง >>> Structured Note <<<

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง >>> Phatra GIS <<<

×

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ