KKP Advice Center
KKP Advice Center
TH

ต้นเดือน...กินอยู่อย่างราชา ปลายเดือน...กินใช้อย่างยาจก

 

มีใครเป็นแบบนี้บ้าง ตั้งใจว่า “เดี๋ยวจะเริ่มเก็บเงิน” แต่พอเงินเดือนออก ต่อมความอยากก็ถูกกระตุ้นไปตามกระแสสังคมที่ว่า “ของมันต้องมี”  ถึงเวลานั้นก็ลืมความคิดในอุดมคติสวยๆ ที่ว่าไปโดยสิ้นเชิง ผ่านไปแป๊บเดียว เงินในกระเป๋าก็ค่อยๆ ร่อยหรอๆ ลง ยังไม่ถึงปลายเดือน เงินเดือนหายแว้บไปก่อนทุกที พอเงินหมดสติก็กลับมา แต่ไม่ทันละ ต้องปรับโหมดจากขาช้อประดับ Hi-end กลายเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่บ้านกินบะหมี่สำเร็จรูปอย่างเจียมตัว เก็บตัวงดออกสังคมจนกว่าเงินเดือนรอบใหม่จะออก

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง

ถ้าไม่อยากลงเอยแบบเดิมๆ ต่อจากนี้ไป ตั้งใจให้แรง เราจะวางแผนการใช้จ่ายใหม่

 

ก่อนอื่น...ต้องแบ่งรายได้เป็น 3 ก้อนให้ชัดๆ

เพราะคนเราแต่ละคนมีรายได้ และรายจ่ายไม่เท่ากัน ปัญหาที่มักพบคือ กระเป๋ามักรั่ว เงินหายไปก่อนที่ค่าใช้จ่ายจำเป็นจะหมด การแบ่งเงินเป็นส่วนๆ จะทำให้มองเห็นภาพรวมการใช้เงินของเราอย่างทะลุปรุโปร่งได้ไปจนสิ้นเดือน และมีตังค์นอนนิ่งๆ ไปถึงสิ้นเดือนได้แบบสบายๆ  

 

ถ้าอย่างนั้นเรามาดูตัวอย่างการแบ่งเงินแบบคร่าวๆ กันก่อนนะครับ

ก้อนที่ 1 ค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน และค่าใช้จ่ายรายเดือน (ค่าใช้จ่ายคงที่)

เงินก้อนนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นเป็นปกติ รวมถึงสิ่งที่จ่ายแล้วไม่ส่งผลอะไรต่อรายได้มากนัก จึงกันเงินไว้เป็นเรื่องที่ใช้เป็นกิจวัตร อาทิ ค่าอาหาร วันละ 3 มื้อ ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าแท็กซี่ บัตรโดยสารรถไฟฟ้า/รถไฟฟ้าใต้ดิน วินมอเตอร์ไซค์ ค่าล้างรถ ค่าจอดรถรายเดือน ค่าไฟ-ค่าน้ำ ค่าแพ็คเกจมือถือรายเดือน ค่างวดรถ ผ่อนบ้าน/คอนโด ค่าเช่าบ้าน/คอนโด ค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัว จ่ายตลาด ทานอาหารกับครอบครัวมื้อใหญ่สัปดาห์ละ 1 ครั้ง

 

ก้อนที่ 2 ค่าใช้จ่ายสมทบเป็นก้อน (ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือเพื่อการออมและการลงทุน)

เงินก้อนนี้สำหรับรายจ่ายที่มีแผนการใช้ล่วงหน้า อาจเป็นแผนทั้งระยะใกล้ และระยะไกล หรือออมไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน รวมถึงการออมเงินสำหรับลงทุน ค่าใช้จ่ายกลุ่มนี้ อาทิ ค่าเทอมลูก ค่าบำรุงรักษารถ ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมบ้าน เงินออม กันเงินไว้ลงทุนในกองทุนรวม ลงทุนในหุ้น เงินลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือตัดบัญชีเพื่อการ ลงทุนแบบอัตโนมัติแบบรายเดือนซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันมรดก

 

ก้อนที่ 3 ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคซื้อความสุข (สามารถผันแปรปรับลดได้ตามความเหมาะสม)

เงินก้อนนี้มักเป็นเงินที่ใช้เพื่อซื้อความสุข หรือตามใจตัวเอง ซึ่งรายจ่ายในก้อนนี้หากสามารถควบคุมให้มีแนวโน้มที่ลดลง หรือประหยัดเงินได้มากขึ้น ก็จะไม่เกิดภาวะที่เงินขาดระหว่างเดือนทำให้เรามีเงินเหลือเก็บ หรือนำไปลงทุนให้งอกเงยได้ ค่าใช้จ่ายที่อยู่ในกลุ่มนี้ อาทิ ค่าเครื่องดื่มต่างๆ กาแฟ/ชานมไข่มุก อาหารหรู ตั๋วหนัง สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า รองเท้า ศัลยกรรมความงาม เปลี่ยนมือถือใหม่ ปาร์ตี้กับเพื่อนฝูง แต่งรถ แต่งบ้าน ของสะสม หนี้บัตรเครดิตและของฟุ่มเฟือยอื่นๆ

 

ดังนั้น หากเรามีความจำเป็นจะต้องจัดการกับรายจ่ายที่มีในแต่ละเดือน เพื่อให้มีเงินพอใช้หรือมีเหลือเก็บ ค่าใช้จ่ายก้อนแรกที่เราควรพิจารณาปรับลดก่อน คือเงินก้อนที่ 3 ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคซื้อความสุข เพราะเป็นค่าใช้จ่ายผันแปร ซึ่งหากมีการปรับลดลงบ้าง ก็อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ส่งผลมากเท่าค่าใช้จ่ายก้อนที่ 1 และ 2 ซึ่งมีความจำเป็น และอาจปรับลดทอนลงไม่ได้

 

หากถามว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคซื้อความสุขนี้ เราจำเป็นจะต้องตัดออกจากชีวิตทั้งหมดเลยหรือไม่? คำตอบก็คือ หากต้องตัดออกทั้งหมด ก็ดูจะโหดร้ายเกินไป เพราะค่าใช้จ่ายส่วนนี้บางอย่างก็อาจเติมเต็มความสุข และเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตของเราได้ ดังนั้นเราอาจจะเลือกตัดหรือลดทอนบางส่วนลง เพื่อให้รายได้ และค่าใช้จ่ายที่คุณมีสมดุลกัน

 

การแบ่งเงินเป็น 3 ก้อนไม่ใช่เรื่องยาก แค่ลุกขึ้นมาทำเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนใหม่ สิ่งสำคัญคือเราจะใช้วิธีไหนก็ได้ที่จะทำให้เราเห็นค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของแต่ล่ะเดือน และทำให้เสมอต้นเสมอปลายจนติดเป็นนิสัย

 

ต่อไปนี้ไม่เอาแล้วนะ ไม่กินดีใช้ดีเฉพาะต้นเดือน แล้วมาอดในช่วงปลายเดือน เราจะกินอยู่แบบพอดีๆ ไปตลอดทั้งเดือน และมีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ เราจะไม่หลบเพื่อนฝูงตอนสิ้นเดือนอีกต่อไป มาเริ่มต้นวางแผนการใช้จ่ายใหม่ดูนะครับ

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

×

KKP Consultant