KKP Advice Center
KKP Advice Center
TH

รถจดประกอบ คือ รถมือสอง ที่นำเข้ามาเป็นชิ้นส่วน หมายถึง แยกเอาโครงรถและอุปกรณ์ต่างๆจำพวก เครื่องยนต์ ล้อรถ ฯลฯ ออกจากกัน ส่วนจะแยกชิ้นส่วนออกมามากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่ผู้ที่นำเข้ามา ว่าจะแยกมาในรูปแบบไหน

ก่อนที่จะนำเข้ามานั้นจำเป็นต้องแสดงให้ ศุลกากรเห็นว่า รถยนต์ที่น้ำเข้ามานั้นมาแบบเป็นชิ้นส่วน ไม่ใช่มาแบบสำเร็จรูปทั้งคัน เพราะถ้านำเข้ามาทั้งคันจะถือว่าเป็น “รถนำเข้า” ซึ่งอัตราภาษีจะแตกต่างกันมาก และการนำเข้ามานั้นจะต้องนำ “โครง” ตัวรถมาทั้งคันโดย “ห้ามตัดครึ่ง” ให้นำเข้ามาแบบสมบูรณ์ทั้งโครง ซึ่งถ้านำเข้ามาแบบนี้จะสามารถนำโครงที่นำเข้ามานั้นจดเป็นรถจดประกอบได้ โดยจะเสียภาษีศุลกากรนำเข้าชิ้นส่วนตัวถัง 30% แต่ถ้าไม่ได้นำเข้ามาแบบโครงเต็มที่สมบูรณ์หมายถึงนำเข้ามาโดยการตัดครึ่งหรือตัดบางมาเพียงบางส่วนจะเสียภาษีเพียงแค่ 3% แต่จะไม่สามารถใช้โครงนั้นมาจดทะเบียนได้คือสามารถนำโครงนั้นมาใช้ได้เป็นเพียงแค่อะไหล่ไม่เหมือนกับพวกที่นำเข้ามาทั้งโครงแบบสมบูรณ์ที่สามารถขอจดทะเบียนได้

 

โดยการนำเข้ามาขอจดทะเบียนในแต่ล่ะครั้งนั้นจะต้องมีเอกสารอินวอยซ์ (Invoice) เสียภาษีศุลกากร แสดงชื้นส่วนเครื่องยนต์และตัวถัง ถึงจะจดประกอบเป็นรถที่สมบูรณ์ได้ ทีนี้พอได้ใบอนุญาติมาแล้ว ต่อมาก็ต้องหาโรงงานประกอบรถยนต์ที่ได้รับอนุญาติจากกรมสรรพสามิต เพื่อที่จะประกอบรถให้เป็นคันสมบูรณ์ออกมาเป็นคัน (สมัยก่อนไม่นิยมรถจดประกอบกันมากนัก สาเหตุมาจากที่สัมยก่อนนั้น ไม่มีโรงงานประกอบที่ถูกต้อง แต่ตอนนี้กรมสรรพสามิตเพิ่งจะเริ่มมีการออกใบอนุญาติให้ เลยมีโรงงานออกมาขอจดกันหลายสิบโรงงานกันเลยทีเดียว) หลังจากที่ประกอบเสร็จแล้วก็ต้องนำรถเข้าไปเสียภาษีสรรพสามิตเหมือนรถป้ายแดงทุกประการ โดยการเสียภาษีนั้นทางกรมสรรพสามิตนั้นจะประเมินราคาว่ารถรุ่นไหน เครื่องยนต์ขนาดไหน ควรจะต้องเสียเท่าไหร่ โดยข้อมูลคร่าวๆ คือ รถเล็กที่เครื่องยนต์ไม่เกิน 2800 ซีซี เสียภาษี 30% จากราคาประเมิน รถที่มีเครื่องยนต์ใหญ่เกินกว่า 2800 ซีซี จะต้องเสียในจำนวน 50% ของราคาประเมิน

 

ข้อควรระวังเกี่ยวกับรถจดประกอบ
ก่อนจะซื้อรถจดประกอบควรตรวจสอบให้ดีเพราะมีพ่อค้าบางราย ไม่ยอมเสียภาษีให้ถูกต้อง แต่จะซิกแซกโดยเอาไปให้กรมสรรพสามิตต่างจังหวัดจับปรับซึ่งจะเสียแค่ สามเท่า แล้วหลังจากโดบปรับแล้วพ่อค้าจะนำใบเสร็จค่าปรับนั้นนำรถไปจดทะเบียน ซึ่งหลังจากโดนปรับแล้วจะสามารถ นำรถคันนั้นไปจดทะเบียนได้ ยกตัวอย่างเช่น รถจดประกอบคันหนึ่ง จะต้องเสียภาษี 30% กรมสรรพสามิตตีราคาประเมินรถคันนี้ไว้ที่ 10 ล้านบาท ก็เท่ากับว่าจะต้องเสียภาษี 30% เป็นจำนวนเงิน 3 ล้านบาทถึงจะถูกต้อง แต่พ่อค้ากลับทำอีกอย่างนั่นก็คือเอารถคันดังกล่าวแอบลักลอบเข้ามาแล้วเอาไปให้สรรพสามิตต่างจังหวัดจับ แล้วให้สรรพสามิตต่างจังหวัดตีราคาภาษีว่ารถคันดังกล่าวต้องจ่ายภาษี 1 แสนบาทซึ่งจะต้องจ่ายเป็น 3 เท่านั้นก็คือ 3 แสนบาทหลังจากจ่ายค่าปรับ 3 แสนบาทแล้วนั้น พ่อค้าก็จะนำใบค่าปรับนั้นไปยื่นต่อกรมขนส่งเพื่อที่จะขอจดเป็นรถจดประกอบ ด้วยการทำแบบนี้นี่แหละทำให้บรรดาพ่อค้าหัวใสทั้งหลายหลีกเลี่ยงภาษีได้เยอะมาก ถึงแม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะให้จดทะเบียนได้อย่างถูกต้องก็จริง แต่ถ้าตรวจพบในภายหลัง เจ้าของรถจะโดนเรียกย้อนหลังได้ คราวนี้จะหนักกว่าเดิมมากมาย คือจะต้องจ่ายเป็นจำนวน 3 เท่าของราคาภาษีที่ประเมินจริงๆ ในกรณีที่ยกตัวอย่างมานั่นก็คือ 3 เท่าของ 3 ล้านก็คือ 9 ล้านบาทนั่นเอง หนาวเลยล่ะสิทีนี้ เพราะฉะนั้นก่อนจะซื้อรถจดประกอบต้องเช็คให้ชัวร์ว่าพ่อค้าหรือเจ้าของเดิมนั้นเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ต้องเช็คให้ละเอียด ไม่ใช่เช็คแค่เพียงใบเสร็จเท่านั้นต้องต้องเช็คเอกสารอื่นๆร่วมด้วย เพราะว่า มีใบเสร็จปลอมด้วยนะขอบอก อิอิ

 

ต่อมาเรื่องเกี่ยวกับการจดแก๊ส หรือ สมอ. เป็นอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสรรพสามิตเลย ซึ่งรถทุกคันจำเป็นจะต้องเสียภาษีส่วนนี้ต่างหากอยู่แล้ว แต่ว่ารถจดประกอบนั้น ทุกคันต้องส่งตรวจ สมอ. หรือ มาตรฐานอุตสาหกรรม ถ้าเป้นรถทั่วไปที่ออกมาใหม่นั้นจะส่งเพียงแค่รุ่นละ 1 คัน แต่ในกรณีรถมือสองหรือรถจดประกอบนั้นจะต้องส่งทุกคันให้ตรวจกันเป็นรายคันไปเลยทีเดียว แต่ถ้าตรวจไม่ผ่านจะทำให้เสียค่าตรวจเป็นจำนวนเงินหลายหมื่นฟรีๆ ดังนั้นจึงมีบริษัทนายหน้าที่รับจัดการเดินเรื่องเอกสารในเรื่องเหล่านี้ให้ผ่านโดยง่าย แต่ราคาก้ค่อนข้างแพงทีเดียวประมาณ 2-3 แสนบาทก็ว่ากันไปแล้วแต่รถแต่ล่ะรุ่นที่นำไปตรวจ แต่ก็ยังมีคนที่เห็นช่องว่างของกฏหมายโดยการนำรถไปติดแก๊สแล้วค่อยไปจดทะเบียนเพราะจะทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินเรื่องตรงนี้ เนื่องจาก สมอ. ไม่มีเครื่องตรวจรถที่ใช้แก๊ส จึงมีการอนุโลมให้รถที่ติดแก๊สไม่ต้องตรวจ สมอ. สามารถนำรถเข้าจดทะเบียนได้เลย คนก็เลยเลี่ยงกันด้วยวิธีดังกล่าว บางคนก็นำแก๊สไปติดได้ไม่นาน ก็ไปแจ้งยกเลิกแก๊สกลับไปใช้น้ำมันเบนซินดังเดิม หรือบางคนก็แอบแจ้งว่าเล่มทะเบียนหาย ไปขอทำใหม่ ก็จะได้เล่มที่ไม่มีหลักฐานว่ารถคันดังกล่าวเคยจดแก๊สมาแล้ว(แต่ต้นขั้วข้อมูลทางกรมขนส่งยังคงมีเก็บไว้) หนักสุดบางคนไม่ได้ติดแก๊สด้วยซ้ำไป แต่อาศัยเส้นหรือแอบยัดเงินซิกแซกแล้วให้พนักงานลงไปว่าติดแก๊สแล้ว หลังจากนั้นจดทะเบียนมาได้สักพักก็ไปแจ้งยกเลิกแก๊ส ทำแบบนี้จะผิดกฏหมายถ้าตรวจสอบเจอ เพราะว่าไม่ได้ติดแก๊สจริง

 

ซึ่งการที่ใครจะสนใจอยากจะได้รถจดประกอบมาใช้จริงๆนั้นจำเป็นต้องรู้ละเอียดหน่อยไม่งั้นอาจจะโดนหลอกเอาได้เพราะด้วยข้อดีที่เชื้อเชิญให้ซื้อของรถจดประกอบนั้นมันช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก เพราะราคาของมันต่างจากรถนำเข้าแบบปกติอย่างมาก ยังไงถ้าใครสนใจจริงๆเชิญเลือกชมได้ที่ มีทั้งรถนำเข้าและรถจดประกอบให้ท่านได้เลือกชมมากมายอีกทั้งยังมาจากโชว์รูมรถนำเช้าชั้นนำของประเทศไทยทั้งนั้นทำให้ท่านมั่นใจได้ว่าเป็นรถที่ถูกกฏหมายอย่างแน่นอน 100%

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.kooncar.com/news/?p=275

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

×

KKP Consultant