KKP Advice Center
KKP Advice Center
TH

ครั้งที่แล้ว ผมเขียนถึงความสำคัญของการดำเนินชีวิตเพื่อให้สุขภาพดีเมื่อสูงวัย โดยมีแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อหลักๆ คือการกินน้อย (จำกัดช่วงเวลากินอาหารวันละ 8-10 ชั่วโมง) การนอนให้เพียงพอ (หลับ 7-8 ชั่วโมงต่อคืนโดยหลับลึกคืนละ 1 ชั่วโมง กับ 50 นาที) และการออกกำลังกาย เช่น การวิ่งครั้งละ 1 ชั่วโมง 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์

ซึ่งนอกจากข้อปฏิบัติดังกล่าวแล้ว ก็จะมีอีก 2 ข้อคือ การห้ามสูบบุหรี่โดยเด็ดขาดและการต้องควบคุมให้น้ำหนักตัวอยู่ในระดับที่เหมาะสม เดิมทีผมเคยแนะนำให้ประเมินจากดัชนีมวลรวมของร่างกาย (BMI) ที่ควรจะอยู่ที่ 18-24 แต่วิธีวัดที่ง่ายกว่าคือ ควรให้รอบเอว อยู่ระหว่าง 0.4-0.5 ของความสูง เช่น หากสูง 5 ฟุต 6 นิ้ว (66 นิ้ว) เอวก็ควรจะอยู่ระหว่าง 27-33 นิ้ว เป็นต้น

 

รอบเอวนี้ อาจเป็นตัวชี้วัดสุขภาพที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้ กล่าวคือการกินน้อย นอนเพียงพอและออกกำลังกายสม่ำเสมอนั้นน่าจะนำมาซึ่งรอบเอวที่ไม่เกิน 0.5 ของความสูง หากรอบเอวยังเกินอยู่ ก็ควรลดการกินมากกว่าการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น การเดินเร็ว (ประมาณ 5.0-5.5 กิโลเมตรต่อ 1 ชั่วโมง) จะเผาผลาญพลังงานไป 30 แคลอรี่ แต่การจะลดน้ำหนักตัวลงไป 1 กิโลกรัมนั้นจะต้องเผาผลาญ 7,700 แคลอรี่ แปลว่าจะต้องเดินเร็วเป็นระยะทางทั้งสิ้น 256.67 กิโลเมตร น้ำหนักตัวจึงจะลดลงไป 1 กิโลกรัม ดังนั้นอย่าตามใจปากซึ่งจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัมได้โดยไม่รู้ตัว

 

ผมพบว่าการจำกัดเวลาการใน 1 วันไม่ให้เกิน 8-10 ชั่วโมงนั้น จะช่วยจำกัดปริมาณการกินไปในตัวและไม่ต้องกลัวว่าจะส่งผลกระทบในเชิงลบ (ไม่มีเลยที่น้ำย่อยออกมากัดลำไส้) และคุมน้ำหนักตัวมาได้นานกว่า 4 ปีแล้ว นอกจากนั้นยังพบว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารก็ลดลง ดังนั้นจึงขอให้ท่านผู้อ่านลองเลิกคิดว่าจะกินอะไรดีจึงจะผอม เพราะแนวทางที่น่าจะนำไปสู่ความสำเร็จคือการไม่กินอาหาร 1 มื้อต่อวันมากกว่า จริงอยู่การกินอาหารที่จำนวนมื้อน้อยลงอาจทำให้หิวมากขึ้นและกินอาหารต่อมื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจมีข้อเสียคือการทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมาก (glucose spike) และเป็นอันตรายต่อร่างกายเพราะอาจทำให้เกิดอาการดื้ออินซูลินและทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนัก ดังนั้นจึงควรเลือกกินอาหารที่เหมาะสม (ผมจะไม่ขอกล่าวในรายละเอียดเพราะเชื่อว่าทุกคนทราบดีว่าอาหารอะไรเป็นประโยชน์) แต่ที่สำคัญกว่าคือเมื่อกินอาหารเสร็จแล้วควรออกกำลังกายเช่นการเดินเพื่อใช้พลังงานซึ่งจะช่วยลดระดับกลูโคสในเลือดลงได้

 

สรุปคือการออกกำลังกายมีความสำคัญมากเท่ากับการกินอาหาร แต่จากประสบการณ์ของตัวเองในอดีตที่น้ำหนักตัวสูงเกินเกณฑ์นั้นจะให้ความสำคัญกับอาหารประมาณ 90% และให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายประมาณ 10% ซ้ำร้ายในทางปฏิบัตินั้นเรามักจะ (หาเรื่อง) กินเกือบตลอดเวลา แต่จะ (หาเรื่อง) ไม่ออกกำลังกายเลย มีแต่ความตั้งใจว่าจะออกกำลังกาย “สักวันหนึ่งในอนาคต” อันที่จริงการออกกำลังกายอย่างจริงจังเพียงสัปดาห์ละ 3-4 ชั่วโมงนั้น ถือว่าใช้เวลาน้อยมากตัวอย่างเช่น ตื่นนอน 16 ชั่วโมงต่อวัน ก็แปลว่ามีจำนวนชั่วโมงทั้งหมด 112 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ดังนั้นการออกกำลังกาย 3-4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จึงคิดเป็นสัดส่วนเพียง 2.5% ถึง 3.6% เท่านั้น

 

ผลตอบแทนที่จะได้มานั้นก็เป็นดังที่ผมอ้างถึงงานวิจัยของดร.เจมส์ ฟรายส์ ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมื่อปี1984 ที่ติดตามสุขภาพของนักวิ่งอายุมากกว่า 50 ปีจำนวน 538 คน เปรียบเทียบกับพนักงานที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดจำนวนเท่ากันเป็นเวลา 21 ปี พบว่ากลุ่มนักวิ่งเสียชีวิตไป 15% แต่กลุ่มพนักงานเสียชีวิตไป 34% และกลุ่มนักวิ่ง ร่างกายเริ่มพิการช้ากว่ากลุ่มคนที่ไม่วิ่ง 16 ปี นอกจากนั้นกลุ่มนักวิ่งมิได้มีการบาดเจ็บหรือเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่ากลุ่มคนที่มาวิ่ง หรือต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวเข่ามากกว่าคนที่ไม่วิ่งแต่อย่างใด

 

ทำไมการออกกำลังกายจึงมีความสำคัญในการทำให้ร่างกายแก่ตัวอย่างมีคุณภาพ? จากการค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ มาเป็นเวลาหลายปีนั้น ผมพบคำตอบว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์สำคัญ 2 ประการคือ

 

1.ทำให้วงจรไหลเวียนของเลือดแข็งแรง (รวมทั้งหัวใจและปอดแข็งแรงด้วย)

 

2.ทำให้เซลล์แข็งแรงและแก่ตัวช้าลง (เรื่องนี้จะขยายความในตอนต่อไป)

 

ซึ่งหากเรามาคิดถึงของร่างกายมนุษย์และสัตว์นั้น มีปัจจัยพื้นฐานที่จะต้องดูแลให้ร่างกายแข็งแรงนั้นมีอยู่ 3 ประการหลักคือ

 

1.การมีวงจรไหลเวียนของเลือดที่แข็งแรงเพื่อลำเลียงเลือดแดงที่มีออกซิเจนมาให้เซลล์ใช้อย่างไม่ขาดแคลน (หัวใจ ปอดและเส้นเลือดต้องแข็งแรง)

 

2.การดูแลให้เซลล์แข็งแรงและแบ่งตัวโดยไม่ผิดพลาดในทุกๆ อวัยวะ (เซลล์ไม่แก่ตัวหรือกลายตัวเป็นมะเร็ง)

 

3.การกินอาหารที่มีประโยชน์และระบบย่อยอาหารที่ลำเลียงอาหารที่ร่างกายต้องการ ซึ่งส่วนนี้เราจะมีความรู้และให้ความสนใจมากเป็นพิเศษอยู่แล้ว ผมจึงจะไม่ขอกล่าวถึงมา

 

ดังนั้นในตอนต่อไป ผมจึงจะกล่าวถึงข้อ 1 และข้อ 2 เป็นหลัก เรื่องข้อ 3 หรือการกินนั้น ผมมีสมมุติฐานว่ารู้เรื่องกันดีมากอยู่แล้วครับ

 

บทความโดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ จากนสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่  15 กรกฏาคม 2562

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

×

KKP Consultant