KKP Advice Center
KKP Advice Center
TH

สิ่งหนึ่งที่ผมมักทำเสมอเวลาที่ไปใช้บริการร้านค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์ หรือออฟไลน์ คือ การสังเกตการทำงาน กระบวนการ การจัดการ และประสบการณ์ที่ลูกค้าแต่ละคนได้รับ ถือเป็นการศึกษาจากของจริง เพื่อนำมาวิเคราะห์ต่อถึงสาเหตุที่น่าจะเป็น และทางแก้ เพื่อนำมาเป็นตัวอย่างให้แก่คนอื่น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ การทำเช่นนี้ ทำให้ผมรู้สึกเดือดร้อนกับการบริการที่ยังไม่ถึงขั้นที่คาดหวังน้อยลง แทนที่จะหัวเสียกับสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้น ตอนนี้ผมมองเป็นโอกาสในการเรียนรู้ ทำให้สามารถใช้เวลาระหว่างนั้นศึกษาพฤติกรรมทั้งของพนักงาน และของคนใช้บริการ ทำให้เข้าใจสถานการณ์มากขึ้น

ล่าสุด ผมไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารเชนของคนไทยแห่งหนึ่งที่มีสาขาทั่วประเทศ ขนาดของร้านก็ใหญ่พอประมาณ มีโต๊ะให้บริการ 20 โต๊ะ นับดูแล้วมีพนักงานหน้าร้าน 10 คน (ไม่รวมพนักงานในครัว) โดยแบ่งหน้าที่กันดังนี้ แคชเชียร์ 2 คน พนักงานดูแลเครื่องดื่ม 2 คน พนักงานเสิร์ฟ 3 คน พนักงานเก็บโต๊ะ 2 คน พนักงานทำความสะอาดทั่วไป 1 คน

 

วันที่ผมไปใช้บริการเป็นวันหยุด และช่วงที่ไปเป็นช่วงเที่ยง คนจึงเต็มร้าน มีคิวรอเฉลี่ย 2-3 คิว สิ่งที่สังเกตเห็นคือ พนักงานไม่สามารถให้บริการได้ทั่วถึง โต๊ะที่ลูกค้าไปแล้ว คนใหม่เข้ามา โต๊ะไม่มีคนมาเคลียร์ ปล่อยให้ลูกค้านั่งรอ บางคนต้องหาเก้าอี้เอง ขณะที่โต๊ะก็ยังเลอะเทอะ ใช้เวลาอย่างน้อย 5 นาทีกว่าจะมีคนมาเคลียร์ แถมพอเคลียร์เสร็จแล้ว อีกตั้งนานถึงจะเสริ์ฟน้ำ และมาจัดเตรียมอุปกรณ์ให้พนักงานเสิร์ฟ และพนักงานเก็บโต๊ะ ยุ่งกันหัวหมุน แต่ยังดีที่พนักงานทุกคนยังสามารถยิ้มแย้มได้ แต่ลูกค้าสิครับ ส่วนใหญ่ยิ้มไม่ค่อยออก เพราะดูเหมือนถูกทอดทิ้ง ไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าที่ดูจากจำนวนพนักงานในร้าน ผมคิดว่าพนักงานรวมไม่ได้น้อยเลย เพียงแต่การจัดกลุ่มพนักงาน การแบ่งงาน และกระบวนการยังไม่ดีเท่าไร ทำให้ทุกคนหัวหมุนมาก แต่งานไม่ออก ลูกค้าไม่ได้รับบริการ ที่แย่ที่สุดคือ ผมไม่เห็นผู้จัดการร้านที่คอยสอดส่องความเรียบร้อย และกำกับการทำงานของแต่ละส่วน ปล่อยให้พนักงานแต่ละคนแก้ปัญหากันไปตามสภาพ

 

ผมมีความเห็นว่า พนักงานแคชเชียร์สามารถลดลงเหลือเพียงแค่ 1 คนได้ ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องมีถึง 2 คน เอาอัตราที่ว่างไปเพิ่มพนักงานเสิร์ฟให้เป็น 4 คนจะดีกว่า เพื่อให้ดูแลลูกค้าได้ทั่วถึงมากขึ้น (พนักงาน 1 คนดูแล 5 โต๊ะ ไม่ถือว่าเยอะ)

การเสิร์ฟอาหาร ผมเห็นหลายครั้งที่พนักงานยกอาหารมาเพียง 1 จานเพื่อมาเสิร์ฟ เท่ากับว่าพนักงานต้องเดินหลายเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยคุ้มกับเวลาที่เสียไป น่าจะจัดกระบวนการออกอาหารและเสิร์ฟเสียใหม่ โดยให้สามารถยกมาได้คราวละหลายจาน เพื่อให้คุ้มกับการเดินต่อเที่ยวมากกว่านี้ แล้วเอาเวลาที่จะสูญเปล่าไปดูแลลูกค้าให้ทั่งถึงมากขึ้นจะดีกว่า

 

ผมไม่ทราบว่าผู้บริหารของบริษัทได้มีโอกาสมาสังเกตการณ์การให้บริการด้วยตัวเองหรือเปล่า หรือปล่อยปละละเลยให้แต่ละร้านจัดการกันเองตามยถากรรม แต่หากได้มีโอกาสมาเห็น จะสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ในเวลาอันรวดเร็ว ว่ามีที่ต้องปรับปรุงอีกเยอะ เข้าขั้นต้องรื้อระบบใหม่กันเลยทีเดียว อาการอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดในทุกองค์กรที่มีปัญหาเรื่องระบบงานและกระบวนการทำงาน คือ อาการที่พนักงานทุกคนหัวหมุน วันๆ แทบไม่ได้โงหัวเลย แต่กลับไม่มีงานออกมาอย่างที่ควรจะเป็น นี่เป็นสัญญาณเตือนที่รุนแรงว่า ถึงเวลาที่ต้องปรับกระบวนการและระบบงานอย่างเร่งด่วน

 

หากไม่ทำอะไร สักพักจะไม่หัวหมุน เพราะไม่มีลูกค้ามากวนใจอีกแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก FB Page : Lom Yak

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

×

KKP Consultant