KKP Advice Center
KKP Advice Center
EN

ตลอดทั้งปี 2560 เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องประมาณ 10% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ เและยังแข็งค่าขึ้นอีกในปี 2561 โดยหลุดจากระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 12 มกราคม 2561 นับเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค ซึ่งปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการแข็งค่าของเงินบาทมีค่อนข้างมาก ทั้งปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงินของกลุ่มประเทศหลัก ตลอดจนการเก็งกำไรในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ

การคาดการณ์แนวโน้มค่าเงินบาทในระยะต่อไปทำได้ยากขึ้น แต่การรู้จักและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกอัตราแลกเปลี่ยนอย่างถูกต้อง จะช่วยให้สามารถบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีขึ้น และสามารถรับมือกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีในระยะยาว

 

ราคาเงิน 2 สกุลเทียบกัน

อัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Rate) คือ ราคาของเงินสกุลหนึ่งเทียบกับเงินอีกสกุลหนึ่ง องค์ประกอบหลักของอัตราแลกเปลี่ยนจึงมี 2 ส่วนคือ เงินสกุลท้องถิ่นกับเงินสกุลต่างประเทศ ซึ่งสามารถแสดงราคาได้สองแบบ

 

แบบแรก ราคาเงินสกุลต่างประเทศที่แสดงเป็นเงินสกุลท้องถิ่น ส่วนแบบที่สองราคาเงินสกุลท้องถิ่นที่แสดงเป็นเงินสกุลต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ 1 ดอลลาร์เท่ากับเงินบาท 33 บาท ในทางกลับกัน เงิน 1 บาท เท่ากับเงิน 0.03 ดอลลาร์สหรัฐ

 

ปัจจัยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน

อัตราแลกเปลี่ยนไม่ตายตัวมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยปัจจัยที่มีผลต่อราคาของเงินแต่ละสกุล ได้แก่ เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจ และยังมีปัจจัยเรื่องความต้องการซื้อขายด้วย โดยสามารถอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นดังนี้

 

ผลของเงินเฟ้อที่มีต่ออัตราแลกเปลี่ยน

ณ จุดเริ่มต้น ราคาเงินบาทกับเงินดอลลาร์ควรมีค่าเท่ากัน คือ เงินบาท 1 บาท แลกเงินดอลลาร์ ได้ 1 เหรียญ อัตราแลกเปลี่ยนเป็น 1:1

 

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยเกิดภาวะเงินเฟ้อส่งผลให้เงินบาทด้อยค่าลง จึงต้องใช้เงินบาทมากขึ้นในการแลกเป็นเงินสกุลดอลลาร์ ส่วนต่างของเงินเฟ้อระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จึงมีผลให้ค่าเงินของสองประเทศไม่เท่ากัน      เงินเฟ้อยิ่งสูงและเฟ้อนานก็ยิ่งทำให้เงินด้อยค่าลงมาก เมื่อนำมาแลกเปลี่ยนกันก็จะยิ่งทำให้อัตราแลกเปลี่ยนสูง เช่น เงินรูเปียะห์ อินโดนีเซีย ที่มีค่า 13,791 รูเปียะห์ ต่อ 1 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2561

 

 

ผลของอัตราดอกเบี้ยที่มีต่ออัตราแลกเปลี่ยน

อัตราดอกเบี้ยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงจะดึงให้เงินไหลเข้าประเทศ โดยธรรมชาติแล้วเงินจะไหลจากที่ที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปหาที่ที่ให้ผลตอบแทนสูง ที่ใดให้ผลตอบแทนสูง เงินระยะสั้นจะไหลไปที่นั้น ส่งผลให้เงินสกุลที่มีดอกเบี้ยสูงแข็งค่าขึ้น หากเงินไหลเข้าต่อเนื่องค่าเงินจะแข็งค่าค่อนข้างมาก

 

สำหรับประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยนโยบายทรงตัวอยู่ที่ระดับ 1.50% มาเกือบ 3 ปีแล้ว และเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยในหลายประเทศถือว่าอยู่ในระดับสูงกว่า จึงดึงให้เงินไหลเข้าประเทศเพื่อซื้อพันธบัตรซึ่งมีผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย

 

 

ผลของความต้องการซื้อขายที่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากเงินระยะสั้นที่ไหลเข้ามาเพื่อผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยที่สูงแล้ว ไทยยังมีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าจากการค้าขาย การส่งออกสินค้า และจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ

 

เงินที่ไหลเข้าประเทศในส่วนนี้มีผลต่อค่าเงินบาทอย่างไร คำตอบคือ การทำธุรกรรมในประเทศไทยต้องใช้เงินบาท เงินสกุลต่างประเทศที่ไหลเข้ามาต้องแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท เมื่อมีความต้องการซื้อสินค้า (ซึ่งหมายถึงเงินบาท) จากผู้ส่งออก หรือนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ราคาเงินบาทจึงแพงขึ้นหรือแข็งค่าขึ้น

 

เงินไหลเข้าประเทศมากน้อยแค่ไหนวัดได้จากดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงผลรวมสุทธิของเงินไหลเข้าจากดุลการค้า ดุลบริการ รายได้ และเงินโอน โดยเงินที่ได้จากการส่งออกสินค้าจะเข้าบัญชีดุลการค้า ส่วนเงินที่ได้จากการท่องเที่ยวจะเข้าบัญชีดุลบริการ

 

สำหรับประเทศไทย ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลค่อนข้างมากในระดับ 10% ของจีดีพี ความต้องการแลกเงินต่างประเทศเป็นเงินบาทจึงสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าในระดับที่ 33 บาทต่อ 1 ดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของกระแสข่าวเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราดอกเบี้ยลงบ้างในปีที่ผ่านมา เพราะหวังว่าเมื่อดอกเบี้ยลดลง เงินที่ไหลเข้าเพื่อเก็งกำไรส่วนต่างดอกเบี้ยจะน้อยลงด้วย และลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ที่ล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2561 เริ่มแข็งค่าขึ้นไปยืนที่ 31 บาทต่อ 1 ดอลลาร์

 

ค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อน

อัตราแลกเปลี่ยนแสดงถึงกำลังซื้อ (Purchasing Power) ของคนในแต่ละประเทศ ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งเงินเฟ้อสูงขึ้นก็จะทำให้มูลค่าของเงินนั้นถูกลง กำลังซื้อก็ลดลง

 

ยกตัวอย่างเพื่อให้ชัดเจน สมมติว่ามีสินค้าอยู่ 1 ชิ้น โดยไม่มีเงินเฟ้อเลย เมื่อไทยใช้เงินบาทซื้อก็ใช้เงิน 1 บาท ฝั่งอเมริกาซื้อสินค้าชิ้นนี้ก็ใช้เงิน 1 ดอลลาร์เช่นกัน อัตราแลกเปลี่ยนคือ 1:1 กำลังซื้อของสองประเทศเท่ากัน แต่หากฝั่งที่ใช้เงินบาทหรือประเทศไทยมีเงินเฟ้อ และเงินเฟ้อนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มูลค่าเงินบาทลดลง ดังนั้นแทนที่จะใช้เงิน 1 บาทเพื่อซื้อสินค้าชิ้นนี้ กลับต้องใช้เงินมากขึ้นเป็น 31 บาทเพื่อที่จะได้สินค้าชิ้นนี้มา ขณะที่ดอลลาร์ยังคงใช้ 1 ดอลลาร์อยู่ แสดงว่ากำลังซื้อของไทยลดลง

 

แต่ละประเทศในโลกนี้มีเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และกำลังซื้อไม่เท่ากัน อัตราแลกเปลี่ยนจึงมีความผันผวนและคาดการณ์ได้ค่อนข้างยาก การที่จะบอกว่าเงินสกุลใดแข็งค่าเกินไปหรืออ่อนค่าเกินไป ต้องมีการเปรียบเทียบความเท่าเทียมกันของกำลังซื้อ (Purchasing Power Parity : PPP) ซึ่งตัววัดที่รู้จักกันทั่วโลก คือ Big Mac Index

 

The Economist ได้ตีพิมพ์ Big Mac Index ขึ้นครั้งแรกในปี 1986 โดยเปรียบเทียบราคาแฮมเบอร์เกอร์ Big Mac ของ McDonald ที่อเมริกากับ Big Mac ที่ขายในหลายประเทศ เพื่อหาว่าค่าเงินของประเทศต่าง ๆ มีค่าสูงกว่าหรือต่ำกว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเกินความเป็นจริง โดยวัดจาก PPP

 

เดือนกรกฎาคม 2017 ราคาเฉลี่ย Big Mac ในสหรัฐ คือ 5.30 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินบาทที่อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ เท่ากับ 175 บาท ในประเทศไทยขายที่ราคา 123 บาท หมายความว่า ซื้อ Big Mac 1 ชิ้น ในสหรัฐจะต้องใช้เงิน 175 บาท แต่ใช้เงิน 123 บาทเมื่อซื้อในไทย หรือใช้เงินน้อยกว่า 52 บาท แสดงว่าค่าเงินบาทแข็งค่าเกินกว่าเงินดอลลาร์ไปประมาณ 30%

 

ค่าเงินบาทที่แข็งมีผลต่อการส่งออกและนำเข้า โดยในด้านการส่งออก ราคาสินค้าในสกุลเงินดอลลาร์จะแพงขึ้นเพราะใช้ดอลลาร์มากขึ้นในการซื้อ ทำให้ขายสินค้าได้ในปริมาณน้อยลง หรือหากขายได้ในปริมาณเท่าเดิม แต่เมื่อขายแล้วได้เงินดอลลาร์นำมาแลกเป็นเงินบาท เงินบาทที่ได้ก็จะน้อยลง

 

เช่น อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 34 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ ส่งออกสินค้าได้เงิน 200 ล้านดอลลาร์ เมื่อแลกดอลลาร์กลับมาเป็นเงินบาทจะได้เงินบาท 6,800 ล้านบาท แต่ค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นเป็น 33 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ จะทำให้ได้เงินบาทลดลงเป็น 6,600 ล้านบาท เท่ากับว่ารายได้จากการส่งออกลดลง

 

ขณะเดียวกัน ฝั่งการนำเข้าจะได้รับประโยชน์ เพราะใช้เงินบาทน้อยลงแต่ซื้อสินค้าได้มากขึ้น ราคาน้ำมันถูกลง สำหรับคนทั่วไปเงินบาทที่แข็งจะส่งผลบวกต่อการบริโภค เช่น การเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศมีมากขึ้น การลงทุนในต่างประเทศมีมากขึ้น หรือมีการใช้รถส่วนตัวมากขึ้นจากราคาน้ำมันที่ลดลง

 

ในทางกลับกัน ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะมีผลกระทบที่รุนแรงในทันที โดยทำให้ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันแพงขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ราคาสินค้าปรับขึ้น ค่าใช้จ่ายของประชาชนทั่วไปสูงขึ้น แต่ในระยะกลางถึงระยะยาว การส่งออกจะดีขึ้นและจะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้

 

นอกจากดอกเบี้ย เงินเฟ้อและความต้องการซื้อหรือขายมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อค่าเงินด้วย เช่น สถานการณ์การเมือง ดังนั้นค่าเงินสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันทีและตลอดเวลา

 

ค่าเงิน หรืออัตราแลกเปลี่ยน คือปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่ออัตราผลตอบแทนจากการการค้าและลงทุน ความเข้าใจเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนการติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ และหาข้อมูลหรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม จะช่วยให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจที่ขยายกิจการไปต่างแดน รวมถึงประชาชนทั่วไปที่มีการลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ต่างประเทศ สามารถปรับตัวเพื่อรักษาผลตอบแทนจากการลงทุนได้ตามที่ต้องการ และสามารถป้องกันหรือลดความเสี่ยงจากค่าเงินได้ทันการณ์

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

×

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ