KKP Advice Center
KKP Advice Center
TH

ปัจจุบันคนทั่วไปเริ่มคุ้นเคยและทวีความนิยมในการใช้บริการบนระบบออนไลน์ตั้งแต่การซื้อขายสินค้าทั่วไปไปจนกระทั่งบริการทางการเงินรูปแบบอื่นๆ ทั้งนี้ เพราะระบบออนไลน์ใช้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย มีค่าใช้จ่ายต่ำ หรือแม้กระทั่งฟรีในหลายกรณี

กล่าวเฉพาะบริการด้านการเงิน ปัจจุบันมีสิ่งที่เรียกว่า บริการธนาคารบนอินเทอร์เน็ต (Internet Banking) ตลอดจนบริการธนาคารบนมือถือ (Mobile Banking) ที่ใช้บริการได้หลายอย่าง ไม่ว่าการโอนเงิน การชำระค่าสินค้า ค่าน้ำ ค่าไฟ ไม่ต่างอะไรกับการไปที่สาขาธนาคาร และสำหรับผู้ที่ประกอบธุรกิจการค้า ก็มีบริการซื้อขายออนไลน์ที่สะดวก มีสินค้าให้เลือกมากมาย และเลือกชำระเงินได้ทั้งการตัดจากบัญชีหรือการรูดบัตรเครดิต ไม่ต่างจากการซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าแต่อย่างใด

 

อย่างไรก็ตาม ความสะดวกรวดเร็วในการซื้อของออนไลน์นี้มักกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายมากขึ้น เพราะสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา อีกทั้งไม่ทำให้รู้สึกว่าเสียเงินมาก กระนั้น เมื่อรวมยอดซื้อหลายครั้งแล้วอาจเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ออกจากกระเป๋าโดยไม่จำเป็น ด้วยเหตุนี้ ผู้บริโภคจึงควรทำความรู้จักกับการใช้ช่องทาง Internet Banking (ผ่านช่องทางเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน) เป็นเครื่องมือเพื่อจัดสรรเงินออมและลงทุนด้วย เพราะบริการเหล่านี้ จะทำให้การออมเงินเกิดขึ้นได้ง่ายเท่ากับการจ่ายเงิน และช่วยให้เงินไม่หายแต่กลับงอกเงย

 

เงินทองต้องวางแผน ให้ Internet Banking เป็นตัวช่วย

สำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการออมนั้น ควรเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายในการออม การบันทึกรายรับรายจ่าย การแยกบัญชีเงินใช้จ่ายหมวดต่างๆ ออกจากเงินออมให้ชัดเจน จากนั้นต้องเก็บออมเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ โดยหากเป็นโลกการออมออฟไลน์แบบเดิมนั้น มีเทคนิคการออมเงินที่หลากหลาย วิธีหนึ่งคือการเก็บเงินตามราคาของธนบัตร เช่น เก็บเฉพาะธนบัตรราคา 50 หรือ 100 บาททุกครั้งที่ได้มา

 

การเก็บเงินด้วย Internet Banking ซึ่งเป็นโลกออนไลน์ก็สามารถใช้เทคนิคผูกกับชีวิตปัจจุบัน คล้ายๆกัน เช่น การตั้งใจออมเงินเท่ากับเงินที่จ่ายเป็นค่าอาหารในแต่ละวัน สมมติว่ากินวันละ 100 บาท เมื่อกินเสร็จก็ต้องโอนเงินจากบัญชีหลักไปเข้าบัญชีเงินออม 100 บาท หรืออาจจะตั้งการโอนให้เป็นอัตโนมัติ โดยกำหนดจำนวนเงินและช่วงเวลาโอนไว้ล่วงหน้า เช่น ให้มีการตัดเงิน 2,000 บาทไปเข้าบัญชีเงินออมทุกวันที่เงินเดือนเข้า หรือให้ทุกวันที่ 5 ของเดือน มีการโอนเงินจากบัญชีหลักออกไปที่บัญชีออม เป็นต้น

 

จะเห็นได้ว่า การโอนเงินด้วยวิธีที่สองเป็นการสร้างวินัยทางการเงินให้กับตัวเองที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพกว่า เพราะการออมเป็นไปโดยอัตโนมัติ รู้จำนวนเงินเข้าบัญชีที่แน่นอน ไม่ต้องเสียเวลาทำรายการบันทึกบัญชีเพราะระบบจะบันทึกข้อมูลอัตโนมัติอยู่แล้ว ในขณะที่วิธีที่หนึ่งมักต้องเจอปัญหาการเผลอหรือลืม ซึ่งทำให้การเก็บเงินไม่บรรลุเป้าหมาย

 

นอกจากนั้น ช่องทาง Internet Banking ยังทำให้เห็นถึงการโอนเงินที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน และสามารถดูยอดเงินคงเหลือในบัญชีเพื่อตรวจสอบการใช้เงินได้ เช่น หากตั้งเป้าใช้เงินเดือนละ 10,000 บาท เหลือเงินในบัญชีไว้ 3,000 บาท แต่เมื่อเช็คยอดจริงปรากฏว่าเงินเหลือเพียง 1,000 บาท ก็แสดงว่าใช้เงินเกินงบที่ตั้งไว้ อีกทั้ง Internet Banking ยังมีบริการเสริมแจ้งข้อมูลเงินเข้าออกทุกรายการและแจ้งยอดเงินคงเหลือในบัญชีด้วย SMS เราจึงสามารถดูข้อมูลธุรกรรมย้อนหลังได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่ต้องเสียเวลานำสมุดบัญชีไปปรับรายการที่สาขาหรือเครื่อง บริการเล็กน้อยเหล่านี้ช่วยให้เราตามติดสถานะทางการเงินและลดข้ออ้างการขาดวินัยทางการเงินโดยเหตุผลของความไม่สะดวก (เช่น การไม่มีเวลาไปสาขาหรือหาตู้โอนเงินไม่ได้) ได้เป็นอย่างดี

 

PromptPay เปิดช่องโอนเงิน เข้าบัญชีผลตอบแทนสูง

นอกเหนือจากการแบ่งเงินเพื่อออมผ่านช่องทาง Internet Banking แล้ว ยังมีเครื่องมืออื่นที่ช่วยให้การออมการลงทุนง่ายขึ้น คือ PromptPay ซึ่งเป็นบริการโอนและรับเงินใหม่ที่ใช้เพียงหมายเลข ID ไม่ว่าเป็นเบอร์โทรศัพท์มือถือหรือหมายเลขบัตรประชาชนมาผูกกับบัญชีเงินฝาก

 

การโอนเงินผ่านบริการ PromptPay เก็บค่าธรรมเนียมถูกมาก โดยหากโอนเงินไม่เกิน 5,000 บาท จะไม่เสียค่าธรรมเนียมเลย โอน 5,000 -30,000 บาท เสียค่าธรรมเนียมไม่เกิน 2 บาท โอน 30,000-100,000 บาท เสียค่าธรรมเนียมไม่เกิน 5 บาท และหากโอน 100,000 บาทขึ้นไปถึงวงเงินโอนสูงสุด เสียค่าธรรมเนียมไม่เกิน 10 บาท ไม่ว่าจะโอนไปธนาคารเดียวกันหรือโอนต่างธนาคาร จากเดิมที่การโอนเงินต่างธนาคารมักต้องเสียค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 25 บาท

 

นอกจากนั้น บริการพร้อมเพย์หรือ PromptPay ยังสามารถโอนได้ถึง 4 ช่องทาง คือ สาขาธนาคาร, Electronic Banking (ATM), Internet Banking, Mobile Banking เพียงแค่เลือกทำรายการโอนเงินพร้อมเพย์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ การโอนเงินไปต่างธนาคารจึงเป็นเรื่องง่ายและประหยัด เราสามารถใช้พร้อมเพย์โอนเงินไปยังบัญชีต่างธนาคารที่ให้ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยสูง เพื่อเป็นการลงทุนพิเศษกับเงิน โดยแทบไม่มีค่าใช้จ่ายเลย (ขึ้นอยู่กับธนาคารผู้ให้บริการ)

 

ใช้งานอย่างปลอดภัย ใส่ใจทุกขั้นตอน

การใช้ Internet Banking นับว่าเป็นช่องทางที่มีความปลอดภัย เนื่องจากธนาคารผู้ให้บริการทุกแห่งวางระบบรักษาความปลอดภัยในการใช้บริการ Internet Banking ไว้สูง และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ใช้เพียง Username และ Password เพื่อ login เข้าระบบ ต่อมาได้พัฒนาให้ใส่รหัส (pin) เพิ่ม บางธนาคารก็ให้ login เข้าระบบด้วย touch ID นอกจากนี้ ทุกครั้งที่ผู้ใช้ login เข้าระบบ ธนาคารจะแจ้งเตือนทุกช่องทางที่ผู้ใช้ให้ข้อมูลไว้ ทั้ง E-mail, SMS และยังให้ใส่รหัส OTP ทุกครั้งเมื่อทำธุรกรรม เพื่อยืนยันการทำรายการ

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บริการต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง โดยเฉพาะการตั้งรหัสผ่านต้องหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลส่วนตัว เช่น วันเดือนปีเกิด เลขทะเบียนรถ เบอร์โทรศัพท์มือถือ เพราะเป็นรูปแบบที่คาดเดาได้ง่าย หรือการใช้ตัวเลขเดียวซ้ำกันทุกหลัก อีกทั้งไม่ควรรำคาญ ละเลย หรือเพิกเฉยต่อการแจ้งเตือนจากธนาคาร ไม่ว่าผ่าน SMS ผ่าน e-mail ทุกครั้งที่มีการ login เข้าระบบและทุกครั้งที่มีการทำรายการ

 

หากต้องการป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติม สามารถทำได้ด้วยการกำหนดวงเงินในการโอน เช่น ไม่เกิน 2,000 บาทต่อ 1 รายการ ซึ่งจะช่วยจำกัดความเสียหายในกรณีช้อปปิ้งออนไลน์ได้ระดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังสามารถเลือกเปิดบัญชี e-wallet ให้เป็นบัญชีการใช้จ่ายเฉพาะสำหรับการชำระเงินค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ หรือการช้อปปิ้งออนไลน์ โดยทุกเดือนเมื่อมีรับเงินเดือนเข้ามาก็โอนเงินไปเข้าบัญชี e-wallet จำนวนหนึ่งให้เพียงพอต่อความจำเป็น เพื่อให้ไม่ต้องมีธุรกรรมหยุมหยิมกับบัญชีเงินฝากหลักที่มีกับธนาคาร

 

สุดท้าย หากตัวผู้ใช้เองหากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัว เช่น เบอร์โทรศัพท์มือถือ เปลี่ยนแปลงที่อยู่ ก็ควรแจ้งให้ธนาคารทราบ โดยต้องมาแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่สาขาเพื่อแสดงตัวตน ซึ่งแม้จะมีความยุ่งยากบ้าง แต่ก็เป็นไปเพื่อความปลอดภัย

 

วินัยทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการเงิน หากนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Internet Banking ก็จะช่วยให้การวางแผนการออมและการลงทุนบรรลุเป้าหมายได้ไม่ยาก

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

×

KKP Consultant